"ศาลฎีกานักการเมือง" พิพากษาจำคุก 6 ปี "ชูชีพ - วิทยา" ไม่รอลงอาญา ชี้ผิดพ.ร.บ.ฮั้วประมูล ปฏิบัติหน้าที่มิชอบเร่งรีบจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ปี 45
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ วานนี้ (8 มิ.ย.59) นายปริญญา ดีผดุง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนและองค์คณะ รวม 9 คน ได้อ่านคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำ อม.27/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายชูชีพ หาญสวัสดิ์ อดีต รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนายวิทยา เทียนทอง อดีตเลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ และอดีต ส.ส.สระแก้ว พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ. 2542 มาตรา 17 กรณีทุจริตจัดซื้อปุ๋ยของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยอัยการ โจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 31 มี.ค.58 สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 17 ก.พ. 44 - 20 ก.ย.45 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์ และจำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการ รมว.เกษตรฯ ได้ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จากกรณีเสนอให้มีการจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยจำเลยทั้งสองมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอโครงการจัดซื้อปุ๋ย และได้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และกระทำการส่อไปในทางทุจริต โดยพวกจำเลยได้ร่วมกันกำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) เป็นผู้ประมูลได้เพียงรายเดียว โดย ป.ป.ช.เคยมีหนังสือท้วงติงจำเลยที่ 1 ถึงการกระทำดังกล่าว แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบ และยังดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไป หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้เขียนบันทึกท้ายโครงการดังกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ป.ป.ช.รับทราบเรียบร้อยแล้ว เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1-2 ได้รับหนังสือทักท้วงจากหลายหน่วยงาน แต่กลับมีเจตนาประวิงเวลา ไม่ตรวจสอบ และภายหลังการทำสัญญา สหกรณ์การเกษตรนำปุ๋ยที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและไม่ได้มาตรฐานไปแจกจ่ายให้เกษตรกรทำให้เกิดการเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ขณะที่วันนี้ นายชูชีพ และนายวิทยา จำเลยทั้งสอง เดินทางมาศาล พร้อมญาติและผู้ติดตามส่วนหนึ่งซึ่งมาให้กำลังใจ
โดยระหว่างที่คณะองค์ผู้พิพากษา ได้ประชุมหารือเพื่อลงมติคำพิพากษากันนานกว่า 5 ชั่วโมง นายวิทยามีอาการปวดหัวจนต้องวัดความดันถึง 2 ครั้ง ซึ่งความดันสูงเกือบ 200
กระทั่งเวลา 15.30 น. วานนี้ (8 มิ.ย.59) องค์คณะได้อ่านคำพิพากษา โดยพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของกองปราบปรามที่มีผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ได้รวบรวมหลักฐานข้อเท็จแล้วสรุปส่งให้ ป.ป.ช. ซึ่ง ป.ป.ช.ไต่สวนแล้วมีมติว่าเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร และเอกชนร่วมกันในลักษณะสมบอมเสนอราคา ทำให้การประกวดราคาไม่เป็นธรรมตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขคุณสมบัติของเอกชนที่เข้าร่วมประมูลว่าให้บริษัทที่จะยื่นซองประกวดราคาต้องมีปุ๋ยอินทรีย์ในสต๊อคชนิดเดียวกันกับที่ระบุในซองประกวดราคาไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ซึ่งไม่มีเอกชนรายใดมีเงื่อนไขตามที่กำหนด รวมทั้งขั้นตอนในการประกวดราคาและการเสนอเรื่องให้อนุมัติกระจำโดยเร่งรีบ แม้จะมีการยื่นหนังสือจากปลัดกระทรวงเกษตรฯ และประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ของสภาผู้แทนราษฎร์ในวันที่ 11 และ 16 ก.ย.49 เพื่อจะให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ชัดเจนเสียก่อนหลังจากที่ได้เรียกผู้แทนจากกรมส่งเสริมการเกษตรมาชี้แจง
กรณีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ยังไม่มีการยืนยันว่าหน่วยงานทั้งสองพอใจต่อคำชี้แจงของกรมส่งเสริมการเกษตรในเรื่องการจัดซื้อและเรื่องการรับราคาประมูลของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบกลับไม่ตั้งคณะกรรมการดำเนินการ แต่ได้ประวิงเวลากระทั่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ลงนามทำสัญญากับ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจัดซื้อปุ๋ยมูลค่ากว่า 367 ล้านบาทเศษ และยังปรากฏว่าเมื่อนำปุ๋ยไปแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชน ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฯ กลับนำปุ๋ยที่ไม่ได้มาตราฐานตามสเป็คที่ประกวดราคาไปให้ประชาชนอีกด้วย
พยานหลักฐานรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1-2 เร่งรีบในการพิจารณารับราคาในการประกวดราคาจัดซื้อปุ๋ย และไม่ดำเนินการตรวจสอบข้อพิรุธในการจัดซื้อปุ๋ยที่น่าจะทราบมาตั้งต้น ทั้งที่น่าจะมีข้อมูลว่าการประกวดราคามีข้อพิรุธหลายรายการ ทั้งเรื่องการกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติของผู้เข้าประกวดราคาและการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติที่ระบุว่าจะนำไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ จากปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์
อีกทั้งการจัดซื้อเป็นลักษณะรวมความช่วยเหลือจากอุทกภัย , ภัยแล้ง และภัยจากพายุดีเปรสชั่น เป็นการรวมจัดซื้อในคราวเดียว ทำให้ต้องมีการจัดซื้อเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่รัฐบาลขณะนั้นยังไม่มีการเสนอโครงการว่าจะมีการช่วยเหลือโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ แต่กระทรวงเกษตรฯ กลับอนุมัติให้จัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะรัฐมนตรีต้องมีความใส่ใจในการตรวจสอบกรณีดังกล่าวที่มีข้อมูลว่าน่าจะทุจริตอย่างใกล้ชิด และเมื่อมีการอภิปรายในสภาถึงจำเลยที่ 1 โดยขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจโครงการจัดซื้อปุ๋ยที่มีข้อสังเกตหลายประการว่าส่อไปในทางทุจริต แต่จำเลยกลับเพิกเฉย ไม่สั่งการให้ตรวจสอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานนั้น พฤติการของจำเลยที่ 1 นับเป็นข้อพิรุธ
ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามอบหมายให้ที่ปรึกษาศึกษาวิเคราะห์ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว ก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนัก และเมื่อมีหนังสือเสนอให้จำเลยระงับโครงการไว้ก่อน แต่จำเลยกลับเร่งรัดรับการอนุมัติราคากระทั่งมีการเซ็นสัญญา
องค์คณะฯ จึงมีมติเสียงข้างมาก พิพากษาว่า นายชูชีพ อดีต รมว.เกษตรฯ จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ,12 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83
ส่วนนายวิทยา อดีตเลขาฯ จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 ซึ่งเป็นบทหนักสุด ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 6 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายชูชีพ มีสีหน้าตกใจจนต้องใช้ยาดมบรรเทาอาการ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะควบคุมตัวทั้งสองขึ้นรถตู้จากศาลฎีกาฯ ในเวลา 17.20 น. วานนี้ (8 มิ.ย.59) เพื่อไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ





