วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วีรชน' ให้สัมภาษณ์ ผ่านเฟสบุ๊คไลฟ์ 'บีบีซีไทย'

"รองโฆษกรัฐบาล" ให้สัมภาษณ์ผ่านเฟสบุ๊คไลฟ์ “บีบีซีไทย” วาระครบ 2 ปี รัฐประหาร แนะแยกให้ออกอะไรคือเส้นแบ่ง ระหว่าง กฎหมาย-สิทธิมนุษยชน

พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์บีบีซีไทย ในประเด็นสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในวาระครบรอบ 2 ปีรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตอนหนึ่งว่าขออย่าเอาภาพรวมหรือมาตรฐานของที่ใดที่หนึ่งมาใช้ สิทธิมนุษยชนกับกฎหมายค่อยข้างที่จะใกล้เคียงกัน เพียงแต่มีเส้นบางๆ แบ่งอยู่ ตนเข้าใจบทบาทของนักสิทธิมนุษชนและสื่อมวลชน แต่ก็ขอให้ทั้งสื่อและนักสิทธิมนุษยชนเข้าใจความเปราะบางตรงนี้ด้วย เพราะบางกรณีหากไม่ขัดต่อกฎหมายก็จะถูกปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม ส่วนการกระทำที่ใช้คำว่าสิทธิมนุษยชนมาเป็นข้ออ้างตรงนี้ เราต้องระวังเพราะรัฐบาลก็ระมัดระวังเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะเป็นรัฐบาลทหารก็จริง แต่เราก็เป็นทหารสมัยใหม่ทุกคนผ่านการศึกษาและเรียนรู้จากสังคมมามากพอสมควร เราไม่ใช่ทหารที่อยู่หลังเขา เพราะฉะนั้นเราเข้าใจดีว่ากฎหมายและสิทธิมนุษยชนคืออะไร แต่การที่มาอ้างว่าสิทธิมนุษยชนคือการที่คนเราสามารถทำผิดกฎหมายได้หรือการมีสิทธิโดยไร้ขอบเขต ปราศจากความรับผิดชอบนั่นไม่ถูกต้อง ไม่มีใครไร้เดียงสาขนาดว่าไม่รู้ว่าหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานคืออะไร แต่เราก็ต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

เมื่อถามถึงมาตรการจัดการของรัฐบาลในการจัดการกับผู้ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายแต่ไม่รุนแรง ทำไมรัฐบาลใช้มาตรการที่รุนแรงจัดการ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้อยู่ในภาวะไม่ปกติเพราะเกิดความขัดแย้งที่ร้าวลึกและรุนแรงในสังคมมานาน หากมีผู้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียมันอาจไม่กระทบกับรัฐบาลอย่างเดียว แต่กลับไปสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้อีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลอาจจะปล่อยไปก็ได้ แต่ก็จะมีอีกฝ่ายหนึ่งที่อาจคิดว่าเขาถูกละเมิดเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน รัฐบาลเห็นว่าหากปล่อยให้มีความคิดที่แตกต่างแต่เกินความพอดีจะทำให้เหตุการณ์ความขัดแย้งลุกลามบานปลายเหมือนในอดีต ที่มีการใช้เฮทสปีชสร้างความเกลียดชังในสังคมแล้วยังมีการปล่อยให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางแพร่หลายผ่านโซเชียลมีเดียผลที่ตามมาคือความแตกแยกในสังคมที่ทำให้ไทยก้าวมาจนถึงจุดนี้การที่เราขาดความสามัคคีก็เพราะมีการเผยแพร่ความคิดเห็นที่สร้างความแตกต่างจนไร้ขอบเขต ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เพื่อให้รัฐบาลอยู่ได้ แต่ต้องการทำให้สังคมและประเทศอยู่ได้ ไม่อยากให้เกิดปัญการ้าวลึกจนเราต้องมาแก้ปัญหาภายหลัง

เมื่อถามว่า 2 ปีที่คสช.เข้ามาบริหารประเทศคิดว่าแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า เราเข้ามายุติพฤติกรรมที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งลุกลามบานปลายเพื่อให้ไม่เกิดความรุนแรงเหมือนก่อน 2 ปีที่แล้ว แต่ถึงขณะนี้เราก็ไม่สามารถบอกว่าสามารถแก้ไขได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยังมีคนที่คิดเห็นต่าง แต่เราไม่ได้มองว่าคนที่เห็นต่างนั้นผิด ซึ่งเราก็พยายามหาเวทีที่เหมาะสม แต่ยอมรับว่าความขัดแย้งหายไปหรือไม่ ก็คงไม่เพราะปัญหาเกิดมาเกือบ 10 ปีจะให้แก้ไขให้เรียบร้อยโดยเร็วคงเป็นไปไม่ได้

“เท่าที่ผมสังเกตจะเห็นว่าคนที่แสดงความคิดเห็นด้วยเจตนาบริสุทธิ์มักเปิดเผยตัวตน แต่จะมีอีกบางกรณีที่ผมก็ไม่ทราบวัตุประสงค์ของเขาว่าต้องการอะไรเพราะเขาไม่เปิดเผยตัวตน ผมจึงไม่แน่ใจว่าเขามีเจตนาดีต่อประเทศหรือไม่” พล.ต.วีรชนกล่าว

เมื่อถามว่ารัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมหรือไม่ พล.ต.วีรชนกล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายทำให้สังคมมีความเท่าเทียม ส่วนคนที่คิดว่าไม่ได้รับความเสมอภาคในการใช้กฎหมายล้วนแล้วแต่คิดไปเองล่วงหน้า จนไม่ยอมรับในกระบวนการยุติธรรม ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเลย ทั้งนี้หากมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพราะกระบวนการยุติธรรมก็มีขั้นตอนที่ดำเนินการตามหลักสากลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ารัฐบาลประเมินว่า 2 ปีที่ผ่านมาประชาชนพึ่งพอใจกับผลงานมากน้อยแค่ไหน พล.ต.วีรชน กล่าวว่า ส่วนใหญ่ก็จะประเมินจากผลสำรวจจากสำนักต่างๆ เพราะเราคงไม่ทำการประเมินกันเอง แต่รัฐบาลก็จะพยายามทำให้ดีทีสุด ซึ่งขณะนี้เราคิดว่าเราอยู่ในระดับที่เราพอใจแต่ยังไม่ถึงที่สุด เพราะเป้าหมายของเราคือการนำพาประเทศชาติไปสู่ภาวะสงบเรียบร้อย สังคมมีความปรองดอง การปฏิรูปต่างๆ เดินหน้าไปได้ รวมถึงนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่มีความมั่นคงและยั่งยืน ทุกคนมีสิทธิที่เท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม

เมื่อถามว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะกลับสู่ภาวะประชาธิปไตยที่แท้จริง พล.ต.วีรชน กล่าวว่า เรามีโรดแม็พที่ชัดเจน แต่ทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่รัฐบาลหรือคสช.เพียงอย่างเดียว ทุกคนต้องช่วยกัน รวมถึงกลุ่มก้อนทางการเมืองที่ต้องพักเรื่องผลประโยชน์ทางการเมืองไว้ก่อน แล้วมาทำอย่างไรก็ได้ให้ประเทศชาติแข็งแรงมั่นคง หากถามว่าต้องใช้ระยะเวลามากแค่ไหน รัฐบาลพยายามอย่างยิ่งที่แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือในสังคมด้วย

เมื่อถามว่าในสังคมเริ่มไม่กล้าแสดงความเห็นผ่านโซเชียลมีเดียเพราะกลัวถูกจับ พล.ต.วีรชน กล่าวว่า โซเชียลมีเดียมีทั้งคุณและโทษ ดังนั้นเราต้องมีสติและความยับยั้งชั่งใจก่อนจะโพสต์เพื่อตอบสนองอารมณ์ของตัวเอง ที่ผ่านมาแม้แต่คนที่โพสต์หรือแสดงความเห็นอย่างก้าวร้าวในสังคมก็ยังไม่เคยมีใครถูกปฏิบัติอย่างรุนแรงเลย ตนขอยืนยันว่าไม่มีกรณีของการทรมาน เอาถุงดำคลุมศีรษะ ทำร้ายร่างกาย ซึ่งหลายคนพอหนีไปอยู่ต่างประเทศแล้วเมื่อสำนักข่าวไปสัมภาษณ์ก็มักพูดว่าตัวเองโดนทำร้ายพูดเหมือนเป็นฉากในหนัง ซึ่งในข้อเท็จจริงมันไม่เคยมี ล้วนเป็นข่าวลือทั้งสิ้น ส่วนคนที่ถูกเชิญตัวมาก็ล้วนถูกปฏิบัติอย่างสมเกียรติบนพื้นฐานของศักดิ์ความเป็นมนุษย์ ไม่เคยมีกรณีใดที่คสช.และรัฐบาลไปทำร้ายรังแกใคร แต่ในทางกลับกันคนเหล่านี้พยายามใช้สิทธิมนุษยชนมาเป็นข้ออ้าง ตนคิดว่าเรื่องเหล่านี้เราควรให้ความยุติธรรมกัน