"อภิสิทธิ์" พอใจเวทีชี้แจงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมขอบคุณ "รองนายกฯ" ที่ให้ความชัดเจนเรื่องที่หวาดกลัว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์หลังร่วมประชุมชี้แจงเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติและประชาชน ว่า อย่างน้อยที่ตั้งใจมาเสนอ 3 เรื่อง มีความคืบหน้า คือ 1.ขอขอบคุณ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ให้ความชัดเจนในเรื่องความหวาดกลัว หรือความเข้าใจผิดในการชี้นำ หรือการรณรงค์ประชามติว่าจะผิดกฎหมายนั้น ไม่เป็นความจริง หากไม่มีความก้าวร้าว หยาบคายหรือการปลุกระดมข่มขู่ก็ไม่ผิดกฎหมาย สามารถทำได้ กระบวนการนี้จะทำให้มีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น และอยากเสนอแนะให้ที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. นำเรื่องนี้เสนอต่อรัฐบาลเพื่อมอบเป็นนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและตำรวจปฎิบัติด้วย หากมีกรณีที่มีการแจ้งความเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายประชามติ ตำรวจก็จะส่งเรื่องให้ กกต. พิจารณาเพื่อกลั่นกรองและจะได้เป็นมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายไปในทิศทางเดียวกันทั้งประเทศ ไม่ลักลั่น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า 2.กรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไร แม้วันนี้คำตอบจะยังไม่ชัดเจน 100% แต่รองนายกฯวิษณุก็พูดในทำนองว่า จะทำให้กระบวนการนี้กระชับขึ้น โดยไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการอะไรขึ้นมาอีก ซึ่งจะทำให้การจัดตัดสินใจของประชาชนหรือจุดยืนของฝ่ายต่างๆต่อการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และหวังว่าไม่จำเป็นต้องรอข่าวลือที่จะออกอะไรมาในวันที่ 8 ส.ค.แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือต้องมีความชัดเจนให้ประชาชน 3. ที่เสนอให้มีการทบทวนคำสั่ง คสช. นี้ รองนายกฯได้รับไปถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งตนคิดว่าประเทศไทยต้องเดินต่อไปข้างหน้า สิ่งที่เรากลัวไม่ได้คือความเห็นที่แตกต่าง จึงต้องมาช่วยกันสร้างกระบวนการที่จะอยู่กับความแตกต่างได้อย่างสันติโดยเป็นประชาธิปไตยจะดีที่สุด จากนี้คงต้องรอดูว่าจะมีการผ่อนคลาย หรือเปิดเวทีรับฟังเพราะยังมีเวลาอีก80 วัน
เมื่อถามว่า ยังจะขอคำตอบจากรัฐบาลในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะรู้และจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ถ้ารู้ข้อมูล ขั้นตอนมากกว่าที่เป็นอยู่แต่ถือว่าวันนี้ ก็ชัดเจนมากขึ้นจากสองสัปดาห์ก่อน อีกจุดหนึ่งถ้าฟังรองนายกฯพูด ก็อยากให้ฝ่ายอื่นตระหนักว่าการประชามติควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ว่ามีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คสช.หรือรัฐบาลต้องวางตัวเองอยู่เหนือความขัดแย้งหรือความแตกต่าง ตามที่รองนายกฯระบุคือ ผ่านก็เอาไปใช้ ไม่ผ่านก็หากระบวนการที่ทำให้ดีขึ้น ถ้าไปในกรอบนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แต่ถ้ามีการกระทำที่ทำให้รู้สึกว่า รัฐธรรมนูญนี้ต้องผ่านจากฝ่ายผู้มีอำนาจ หรือต้องไม่ผ่าน จากฝ่ายที่ต่อต้านผู้มีอำนาจที่สุดก็จะเดินหน้าไปสู่ความขัดแย้งอีกครั้ง





