“มีชัย” วอน “ครู ก” ทำหน้าที่เป็นกลาง ละความชอบพรรคการเมืองไว้ระหว่างเผยแพร่เนื้อหา
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวภายในงานอบรมวิทยากรกระบวนการระดับจังหวัด (ครู ก) เพื่อให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ รวมถึงซักซ้อมก่อนการเป็นตัวแทนเพื่ออบรมวิทยากรฯ ระดับอำเภอ (ครู ข) และวิทยากรฯ ระดับหมู่บ้าน (ครู ค) ซึ่งจัดโดยกระทรวงมหาดไทย และกรธ.ในวันสุดท้ายของการอบรม เพื่อมอบหมายภารกิจให้กับผู้เข้าร่วม ว่า กรธ.ขอวิงวอนและขอร้องให้วิทยากรกระบวนการระดับต่างๆ ทำหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเป็นกลาง กล่าวคือ อย่าตัดสินใจว่าสิ่งนั้นดี หรือไม่ แม้บางคนจะมีจิตผูกพันกับบางอย่างก็ตาม โดยเแนวทางคือบอกกับประชาชนว่าร่างรัฐธรรมนูญเขียนเนื้อหาอย่างไร หากชอบใจ สามารถบอกได้ว่า น่าจะดี หรือคิดว่าน่าจะดี แต่หากไม่อยากพูด ขอให้เฉยๆ ทั้งนี้ตนขอให้วิทยากรฯ เห็นความจำเป็นของบ้านเมือง เพราะร่างรัฐธรรมนูญคือการวางกติกาให้บ้านเมือง คุ้มครองสิทธิของประชาชน และวางกติกาทางการเมือง โดยไม่ใช่เรื่องการเมืองที่เป็นเรื่องแย่งชิงอำนาจ
“ผมขอให้ตระหนัก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ใครจะอยู่พรรคไหน ชอบพรรคไหน เป็นเรื่องส่วนตัว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องทำความจริงให้กระจ่างกับประชาชนว่ากติกาที่เขียนนั้นมีความหมายอย่างไร การติวเข้มรอบนี้เพื่อให้รู้ถึงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กรธ.ขอร้องให้ไปทำคือ ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้องในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และเพื่อป้องกันไม่ให้ใครจับผิด ดังนั้นท่านทั้งหลายอย่าเผลอหลุดปากว่าควรรับหรือไม่ควรรับ ปล่อยให้เป็นหน้าที่และสิทธิประชาชนตัดสินใจ” นายมีชัย กล่าว
ประธานกรธ.กล่าวด้วยว่าสำหรับการลงพื้นที่เชื่อว่าจะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งที่อาศัยความเป็นประชาธิปไตยโต้แย้งเนื้อหา หากผู้นั้นโต้แย้งตามปกติเพราะรัฐธรรมนูญไม่ดีหรือผู้นั้นมีเหตุผลที่แตกต่างไม่ถือเป็นปัญหาเพราะสังคมประชาธิปไตยสามารถเห็นต่างกันได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มคนผู้นั้นจะไม่พูดความจริง และบิดเบือน ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ โดยตนมองว่าหากผู้นั้นโกหกชาวบ้าน หรือหลอกชาวบ้าน เป็นสิ่งที่ไม่ควรยอมรับเพราะเฉพาะเรื่องดังกล่าวยังหลอกประชาชนได้ หากเข้ามาบริหารประเทศอาจมีการโกงงบประมาณได้ ดังนั้นตนขอวิทยากรกระบวนการฯให้เป็นหูเป็นตาด้วย ส่วนการตรวจสอบว่าผู้ใดพูดถูก พูดผิด หรือเป็นจริงหรือไม่ ขอให้ใช้แนวทางนำคำพูดดังกล่าวมาตั้งคำถามในใจว่า สิ่งที่ผู้นั้นระบุนั้นเป็นสิ่งที่ดี หรือสิ่งที่เลว หากได้รับคำตอบในใจว่าเป็นสิ่งดี ซึ่งรัฐธรรมนูญไม่มีข้อห้าม ให้ตอบผู้นั้นได้เลยว่า โกหก แต่หากสิ่งที่ผู้นั้นระบุแล้วพบว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งตามรัฐธรรมนูญจะห้ามสิ่งที่ไม่ดีอยู่แล้ว นอกจากนั้นให้ตั้งคำถามด้วยว่าสิ่งที่ผู้นั้นพูดนั้นสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน หรือทำความเดือดร้อน เสียหายให้บ้านเมืองหรือไม่ เช่น เรากำลังบวชลูกชาย จัดงานที่บ้าน คนข้างบ้านมีสิทธิ เสรีภาพ เอาระบำจ้ำบ๊ะมาเต้น หากเขาบอกว่ารัฐธรรมนูญไปจำกัดสิทธิของคนข้างบ้าน หากสิ่งที่ทำไม่ดีแล้วถูกห้ามคือความจริง เพราะรัฐธรรมนูญห้ามคนใช้สิทธิไปกระทบสิทธิ เสรีภาพของคนอื่น
“เพื่อตอบคำถามว่า การมีรัฐธรรมนูญกับไม่มีรัฐธรรมนูญ ดีต่างกันอย่างไร ให้นึกถึงบ้านของเราหากบ้านไม่มีกติกา ใครจะสร้างความเสียหายอะไรกับบ้านก็ได้ สุดท้ายคนทำก็อยู่ไม่ได้ ทั้งนี้ในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ต้องมีกติกา ดังนั้นประเทศต้องมีกติกา เรากำลังทำกติกาที่ดีและเหมาะสมกับประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อใช้กับประเทศของเรา การวางกติกาย่อมกระทบพรรคการเมืองบ้าง แต่ต้องเข้าใจว่า กรธ. ไม่สังกัดพรรคไหน รวมถึงหลับตาไม่รับรู้ว่าใครควรได้เปรียบเสียเปรียบ คิดว่าอะไรที่ดีที่สุดสำหรับประชาชน เพราะหากพรรคการเมืองดี กติกาจะเป็นอย่างไร ประชาชนก็เลือกคนของพรรคการเมืองนั้น เราไม่มีสิทธิคิด หรือห้าม ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญได้วางกติกาที่คิดว่าดีที่สุดของประเทศไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต” นายมีชัย กล่าว
ขณะที่นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ. ฐานะประธานคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์และสำรวจความคิดเห็นของประชาชน กล่าวถึงแนวทางทำงานของวิทยากรฯ ระดับจังหวัด ว่า หลังจากที่เข้าอบรมเกี่ยวกับเนื้อหาและสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแล้ว บทบาทของ วิทยากรฯ ระดับจังหวัด คือการนำเนื้อหาที่ได้ไปอบรมต่อให้กับ วิทยากรฯ ระดับอำเภอ และวิทยากรฯ ระดับหมู่บ้าน เพื่อให้วิทยากรฯ ระดับดังกล่าวสามารถนำเนื้อหาไปประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนแต่ละหมู่บ้านและแต่ละพื้นที่ได้ นอกจากนั้นในหน้าที่สำคัญต่อไป คือการติดตาม ประเมินผล การรับรู้และความเข้าใจของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้จากการหารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ได้วางกำหนดให้วิทยากรฯ ระดับจังหวัดสุ่มตรวจในพื้นที่ต่าง ๆ จำนวน 3 รอบ คือ รอบ 1 ระหว่างวันที่ 15-30 มิ.ย. รอบ 2 ระหว่างวันที่ 1-15 ก.ค. และรอบ 3 ระหว่างวันที่ 16-30 ก.ค. เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะตัดสินใจออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญได้ด้วยการตัดสินใจของตนเองไม่ถูกผู้อื่นชักนำ นอกจากนั้นในกติกาของการเผยแพร่สาระของร่างรัฐธรรมนูญให้ยึดเนื้อหาตามร่างรัฐธรรมนูญเป็นหลัก และให้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง ไม่แสดงความเห็นส่วนตัว ไม่โน้มน้าว ไม่ให้ข้อมูลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างวิทยากรฯ ระดับอำเภอ, วิทยากรฯ ระดับหมู่บ้านและประชาชน

