วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

'นางนกต่อ' ผู้อยู่เบื้องหลังฆ่าเผานั่งยางเจ้าแม่เงินกู้

'นางนกต่อ' ผู้อยู่เบื้องหลังฆ่าเผานั่งยางเจ้าแม่เงินกู้

(รายงาน) “นางนกต่อ” ผู้อยู่เบื้องหลังฆ่าเผานั่งยางเจ้าแม่เงินกู้บ้านผือ

“พี่สาวฉันไม่มีทางมาดื่มเหล้ากับสองคนนี้หรอก โดยเฉพาะดาบโมทย์ เพราะเคยยืมเงินพี่สาวฉันแล้วเขาไม่คืน พี่สาวไม่มีทางที่จะขี่มอเตอร์ไซค์มาหาดาบโมทย์เพื่อให้ยืมเงิน”

“ฉันบ่เชื่อว่ามันจะมีแค่นายบุญหนากับดาบโมทย์ฆ่าพี่สาวฉันแค่สองคน เพราะวันเกิดเหตุก่อนที่พี่สาวฉันจะหายตัวไป มีโทรศัพท์มาหาและฉันก็ยืนฟังอยู่ ได้ยินเสียงพี่สาวคุยโทรศัพท์ ลักษณะการคุยเหมือนคุยกับคนคุ้นเคย แต่นายบุญหนาและดาบโมทย์พี่สาวไม่ได้คุ้นเคยขนาดนั้น ไม่มีทางที่ 2 คนนี้จะโทรศัพท์มาหาพี่สาวแล้วบอกว่าจะยืมเงิน มันต้องมีคนอื่นอีก” นางถาวร ศรีเมือง วัย 47 ปี น้องสาวของนางบังอร ทองอ่อน วัย 49 ปี เจ้าแม่เงินกู้ ชาวบ้านดงบัง ต.โนนทอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ที่ถูกอุ้มหายไปจากบ้านเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ก่อนตำรวจจะไปพบร่องรอยการนำศพมาเผานั่งยางในบ่ายวันที่ 8 มิถุนายนบริเวณป่าเชิงเขาหรือป่ากุดจับ ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และพิสูจน์ได้ว่าศพที่ถูกนำมาเผานั่งยางนั้นคือศพของนางบังอร ทองอ่อน ที่หายออกจากบ้านไป 4 วัน

แต่ขณะนั้นตำรวจระบุว่า ไม่มีหลักฐานพยานเพียงพอที่จะมัดตัวใครได้ ทำให้คดียืดเยื้อมาถึง 2 ปี ก่อนจะมีข่าวพบสุสานเผานั่งยางขึ้นเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมาและมีการสืบสวนอีกครั้งจนกระทั่งพบผู้ต้องสัยและมีการออกหมายจับ นายบุญหนา ทองงาม วัย 57 ปี บ้านเลขที่ 12 หมู่ 2 ต.โนนทอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี และ นายปราโมทย์ หรือ ดาบตำรวจปราโมทย์ บุพศรี อดีตข้าราชการตำรวจ สภ.บ้านผือ ซึ่งรู้จักกันดีในละแวกนั้นว่าเป็นผู้กว้างขวางและมีอิทธิพล ชาวบ้านค่อนข้างเกรงกลัว เนื่องจากพัวพันกับหลายอย่าง ทั้งตัดไม้ อุ้มฆ่าและรับจ้างสังหารคน

การแถลงข่าวรวบตัวคนร้ายฆ่าเผานั่งยางนางบังอร ทองอ่อน เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 ถือเป็นศพแรกที่มีการสืบสวนจนสามารถติดตามตัวผู้ต้องสงสัยมาได้ ในขณะที่อีก 23 จุดที่พบร่องรอยการเผานั่งยางอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ทันทีที่ญาติและเพื่อนบ้านของนางบังอรรู้ข่าวพวกเขาปฏิเสธและยืนยันหัวชนฝาว่า “ไม่เชื่อ” ที่จะมีคนฆ่าโหดนางบังอรแค่เพียง 2 คนนี้

ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2559 พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. บินตรงมาจากกรุงเทพฯ ท่ามกลางการลุ้นระทึกของเจ้าหน้าที่ ว่าจะสามารถเปิดแถลงข่าวได้หรือไม่ เพราะฝนกระหน่ำลงมาจนทำให้ไฟฟ้าดับไปทั้งเมือง น้ำท่วมหน่วยงานราชการหลายแห่ง ในขณะที่นักข่าวจากทุกสำนักกว่า 50 ชีวิตไปนั่งรอพร้อมแถลงข่าวกันตั้งแต่ 09.00 น.

การแถลงข่าว ได้มีการนำตัวนายบุญหนา มานั่งแถลงข่าวด้วย โดยนายบุญหนามีสีหน้าระรื่นตอบคำถามนักข่าวได้โดยไม่สะทกสะท้าน และเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ว่า เหมาะสมหรือไม่กับการนำตัว “ผู้ต้องหา” มาแถลงข่าวทั้งที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาตัดสิน ซึ่งนั่นแสดงว่าเขายังเป็นเพียงผู้ต้องสงสัยและยังบริสุทธิ์ ในขณะที่การนำตัวมาแถลงข่าวเช่นนี้ เท่ากับว่าได้ปล่อยให้สังคมตัดสินว่าเขาคือ “ฆาตรกร”ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ตำรวจได้เล่าพฤติกรรมของนายบุญหนาและดาบโมทย์ที่ได้ร่วมกันสังหารนางบังอรเพราะประสงค์ต่อทรัพย์เพราะปกตินางบังอร มักจะสวมใส่เครื่องประดับมีค่า โดยเฉพาะใส่แหวนครบ 10 นิ้ว สวมสร้อยคอ ทองคำ สร้อยข้อมือ และมักจะพกเงินทีละแสน เป็นเหตุจูงใจให้ทั้ง 2 คนลงมือสังหาร โดยนายบุญหนาสารภาพว่าวันเกิดเหตุได้โทรศัพท์ไปหาผู้ตายบอกว่าจะยืมเงิน 1 หมื่นบาท แต่ก็กลัวว่านางบังอรไม่ให้จึงปรึกษากับดาบปราโมทย์ ดาบปราโมทย์จึงบอกว่า “หากไม่ให้ยืมเงินก็ให้ฆ่าทิ้งเลย”

คดีนี้ การติดตามคดีในปีนั้นพนักงานตำรวจชุดสืบสวน สภ.บ้านผือ และ บก.สส.ภ.4 จึงได้ร่วมกันสืบสวน ติดตามกลุ่มคนร้ายจนได้ผู้ต้องสงสัย 2 คนดังกล่าว แต่ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอจึงยังไม่สามารถออกหมายจับได้ และต่อมาพบว่า ดาบโมทย์ ถูกศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในคดีฆ่า น.ส.วารุณี ชัยริน หัวหน้าส่วนการคลัง อบต.จำปาโมง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2554 และขณะนี้ถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำคลองไผ่ จ.นครราชสีมา

จนกระทั่งปี 2559 มีการตรวจพบว่าที่บริเวณป่าเชิงเขาสุสานเผานั่งยาง มีซากกระดูกมนุษย์จำนวนหลายศพถูกเผาที่เดียวกัน จนสร้างความตื่นตระหนกและตกใจกลัว ต่อประชาชนในพื้นที่ ทางตำรวจภูธรภาค 4 จึงได้ร่วมกับ มทบ. 24 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 13/2559 ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่า นายบุญหนา ซึ่งต้องสงสัยเป็นผู้ร่วมก่อเหตุในการฆ่าชิงทรัพย์เผาอำพรางคดีศพนางบังอรในครั้งนั้นด้วย จึงได้นำตัวนายบุญหนามาสอบสวนอีกครั้งเป็นเวลากว่า 2 วันจนเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่า ”ร่วมกับดาบโมทย์สังหารนางบังอรจริง”

“นายบุญหนาถูกดาบโมทย์ขู่ว่าหากไม่ช่วยจะฆ่าให้ตาย โดยดาบโมทย์เป็นผู้ลงมือ สังหารนางบังอรเอง โดยได้ลวงให้นางบังอรออกมาบอกว่าจะยืมเงินก่อนจะเห็นว่านางบังอรมีทรัพย์สินเยอะจึงพากันฆ่าทิ้ง ที่บริเวณกระท่อมนาของนางบังอรโดยการหักคอ ส่วนนายบุญหนาคอยดูต้นทางให้จากนั้นดาบโมทย์ได้สั่งให้นายบุญหนามาช่วยอุ้มร่างนางบังอรขึั้นรถกระบะของดาบโมทย์ แล้วไปเผาทำลายที่บริเวณเชิงป่ากุดจับ ก่อนเผา ดาบโมทย์ได้ค้นเอาทรัพย์สินจากศพนางบังอร จากนั้นได้กลับมาเอารถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปทิ้งลงสระน้ำ บ้านหนองหัวคู แล้วจึงแยกกลับบ้าน โดยดาบโมทย์ได้แบ่งเงินให้นายบุญหนาจำนวน 14,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือและทองรูปพรรณดาบโมทย์เป็นคนเอาไป โดยก่อนสว่างคืนเดียวกันดาบโมทย์ ได้มารับนายบุญหนา พร้อมทั้งได้นำยางรถยนต์และน้ำมันไปเผาศพของนางบังอร ซ้ำอีกรอบเพราะรอบแรกที่เผาไป ไหม้ไม่หมด “พล.ต.ต.ยรรยง เวชโอสถ ผบก.สส.ภาค 4 เล่าในวันแถลงข่าว พร้อมกับได้ตั้งข้อหา “ร่วมกันฆ่าผู้อื่้นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธตั้งแต่สองคนขึ้นไป เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ร่วมกันซ่อนเร้น ทำลายศพ เพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย”

“ไม่อยากจะเชื่อว่านายบุญหนา กับดาบโมทย์จะกล้าทำขนาดนี้ ฆ่าผู้หญิงแล้วเอาไปเผา มันโหดเกินไปไหม ความจริงนายบุญหนาก็เป็นคนเขยบ้านนี้ มาจากหมู่บ้านอื่น แต่มามีเมียหมู่บ้านนี้ ก็เห็นหน้าเห็นตานางบังอรอยู่ ไม่คิดว่าจะกล้าทำ แต่สำหรับดาบปราโมทย์ ชาวบ้านเขารู้อยู่แล้ว เพราะมีพฤติกรรมแบบนี้ตลอด เวลาดาบโมทย์ขับรถมาในหมู่บ้าน ชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะสบตา เพราะรับรู้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล เข้าออกหมู่บ้านประจำ ก่อนเกิดเหตุก็เห็นมาจอดรถอยู่แถวกระท่อมนานางบังอร ก่อนนางบังอรจะหายตัว สำหรับบังอร เขาเป็นคนมีเงิน สามีตาย มีลูกชาย 3 คนก็โตหมดแล้วมีการมีงานทำหมด เธอเลยค่อนข้างมีเงินและมีคนมาหยิบยืมเงินอยู่บ้าง เวลาไปไหนมาไหนจะขี่มอเตอร์ไซค์ปล่อยผมยาว ผมบังอรเป็นสีขาว ชาวบ้านชอบเรียกว่า นางพญาผมขาว ไม่คิดว่าจะต้องมาตายแบบนี้”เพื่อนบ้านในหมู่บ้านเดียวกันกับนางบังอรเล่า ในวันที่รู้ตัวฆาตรกร แม้ศาลจะยังไม่ได้ตัดสินก็ตาม

นอกจากนั้นยังมีเพื่อนบ้านเล่าเสริมอีกว่า วันเกิดเหตุเห็นนางบังอรไปซื้อเบียร์ที่ร้านค้าในหมู่บ้านออกไปหลายขวด ก่อนจะเอากลับมาเปลี่ยนเป็นเหล้าและขี่รถจักรยานยนต์ออกไปและไม่ได้กลับมาอีกเลย โดยสถานที่เกิดเหตุที่เป็นจุดสังหารนางบังอรนั้น อยู่บริเวณกระท่อมนาตั้งอยู่กลางไร่อ้อยและมันสำปะหลังของนางบังอรเอง ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3 กิโลเมตร แถมเลี้ยวออกจากถนนลูกรังที่เป็นเส้นหลักอีกกว่า 500 เมตร แถมช่วงเดือนมิถุนายนเป็นฤดูฝน อ้อยที่ปลูกเต็มไร่สูงท่วมหลังคากระท่อมทำให้หากไม่มีใครเดินเข้าไปใกล้ๆ หรือตั้งใจเข้าไปดู จะไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในนั้นหรือมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น โดยจุดนี้ดาบปราโมทย์ได้หักคอนางบังอร ซึ่งมีนายบุญหนาคอยดูต้นทางและยืนอยู่ด้วยก่อนทั้งสองคนจะอุ้มร่างนางบังอรขึ้นรถกระบะไปเผายังบริเวณป่าเชิงเขาสุสานเผานั่งยาง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 40 กิโลเมตร

“วันนั้นได้ยินเสียงผู้หญิงร้อง แต่ไม่คิดว่าจะมีใครเป็นอะไร เพราะคิดว่าผัวเมียทะเลาะกัน อีกทั้งกระท่อมนาของแต่ละคนก็อยู่ห่างไกลกัน เฉพาะที่ดินของบังอรก็มีเยอะ 20-30 ไร่ ไม่มีใครเข้าไปหาหรอกเพราะมองไม่เห็น ป่าอ้อยก็สูงมันสำปะหลังก็กำลังงาม”ชาวบ้านเล่า

ในขณะที่นางถาวร น้องสาวของบังอรบอกว่า นอกจากจะไม่เชื่อว่าพี่สาวตายด้วยน้ำมือของคนเพียง 2 คนนี้แล้ว เธอยังบอกว่าปกติพี่สาวจะมีเพื่อนสนิทอยู่ 3 คน ซึ่งโตมาด้วยกัน กินเหล้า และเที่ยวด้วยกัน วันเกิดเหตุมั่นใจว่าจะต้องมีคนใดคนหนึ่งใน 3 คนนี้โทรศัพท์มาหาพี่สาวก่อนพี่สาวจะออกไปและแวะซื้อเหล้าเบียร์ไปกินที่กระท่อมนา เพราะวันเกิดเหตุหลังจากพี่สาวไม่ได้กลับบ้านเธอและญาติได้ไปตามหาที่กระท่อมนาพบขวดเหล้าและเบียร์วางเกลื่อนแถมแต่ละขวดก็ถูกกินจนหมดแล้ว จึงเชื่อว่าพี่สาวไม่ได้นั่งดื่มเหล้ากับเพียงแค่ดาบโมทย์และนายบุญหนาเท่านั้น

“พี่สาวฉันไม่มีทางมาดื่มเหล้ากับสองคนนี้หรอก โดยเฉพาะดาบโมทย์ เพราะเคยยืมเงินพี่สาวฉันแล้วเขาไม่คืน พี่สาวไม่มีทางที่จะขี่มอเตอร์ไซค์มาหาดาบโมทย์เพื่อให้ยืมเงิน เพราะพี่สาวเคยเล่าว่าจะไม่ให้ดาบโมทย์ยืมเงินอีก และยิ่งหากเป็นนายบุญหนายิ่งแล้วใหญ่พี่สาวจะไม่สุงสิงและไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะนายบุญหนามีกิ๊กเยอะ 1 ใน 3 เพื่อนของพี่สาวก็เป็นกิ๊กกับนายบุญหนาด้วย”นางถาวรเล่า พร้อมโชว์รูปภาพพี่สาวของเธอที่เหลือไว้ให้ดูต่างหน้า

สอดคล้องกับชาวบ้านก็เล่าเช่นกันว่า เห็นตำรวจมานำตัวผู้หญิง 3 คนในหมู่บ้านไปสอบปากคำ แต่อยู่ๆ ก็ปล่อยตัวผู้หญิงทั้งหมดกลับมา ก่อนจะมีข่าวว่าจับนายบุญหนา ซึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันไป ทำให้ชาวบ้านยังสงสัยและกังขาอยู่ และมั่นใจว่านอกจากนายบุญหนาและดาบโมทย์แล้วน่าจะมีคนอื่นเชื่อมโยงอยู่เบื้องหลัง

เช้าวันทำแผนประกอบคำรับสารภาพ 17 พฤษภาคม มีชาวบ้านจากทั่วสารทิศ มามุงดู โดยบอกว่า”อยากเห็นหน้าคนโหด” ที่กล้าทำร้ายผู้หญิงและเอาไปเผานั่งยางมันโหดเกินไป เพราะแม้ชาวบ้านจะรู้ข่าวเรื่องการเผานั่งยางซึ่งเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่คิดว่า “คนไม่ดี” จึงมีการสังหารแล้วเอาไปเผา ไม่คิดว่า แม้แต่ผู้หญิงก็ยังมีคนกล้าทำโหดร้ายขนาดนี้

คดีนี้คงยังไม่จบลงแค่ในวันแถลงข่าวหรือทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เพราะเมื่อขึ้นสู่กระบวนการในชั้นศาลแล้ว คดีนี้จะออกมาในรูปแบบใดก็ยังต้องรอดู แต่อย่างน้อยวันนี้หลังข่าวนี้เผยแพร่ออกมาอย่างครึกโครม ก็ทำให้ควันไฟจากป่ากุดจับ “สุสานเผานั่งยาง” ก็เงียบหายไปชั่วขณะ ไม่มีควันลอยฟุ้งขึ้นมาจนชาวบ้านต้องเอาไปบอกต่อว่า “เอาคนมาเผา” อีกแล้ว

วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้น ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทำงานกันอย่างแข็งขันและเต็มที่ แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้นนับ 1 ศพ จาก 23 จุดเผานั่งยางที่พบก็ตาม