วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดหลักฐาน'คดีข้าวจีทูจี' พบบ.จีน4แห่ง ไม่ได้รับมอบอำนาจ

“ป.ป.ช.” เปิดหลักฐาน “คดีข้าวจีทูจี” พบ บริษัทจีน 4 แห่ง ไม่ได้รับมอบอำนาจจากหน่วยงานจีน

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการและโฆษกสำนักงานป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ และนางปราณี ศิริพันธ์ อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เห็นชอบการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ล็อตใหม่ กับบริษัทจีน 4 แห่งโดยมิชอบว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนพบว่า สัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับบริษัทจีนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท Haikou Liangmao Cereals and Oils Trading Co., Ltd. บริษัท Haikou Liangyunlai Cereals and Oils Trading Co., Ltd. บริษัท Hainan Province Land Reclamation Industrial Development and Construction General Corporation และบริษัท Hainan land Reclamation Commerce and Trade Group Co., Ltd. ไม่ได้รับมอบอำนาจกับหน่วยงาน COAFCO หรือหน่วยงานจีนที่มีหน้าที่ในการดำเนินการซื้อขายข้าวจีทูจีโดยตรง ดังนั้น การซื้อขายข้าวกับบริษัทจีน 4 แห่งดังกล่าว จึงไม่ใช่สัญญาการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี

นายสรรเสริญ กล่าวว่า นอกจากนี้ จากการตรวจสอบฐานข้อมูลนิติบุคคลรับอนุญาตและตัวแทนโอนเงินระหว่างประเทศจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่พบว่าบริษัทจีน 4 แห่งดังกล่าว ส่งเงินเข้ามาในประเทศไทย ขณะเดียวกันผู้รับมอบอำนาจช่วงจากบริษัทจีน 4 แห่งดังกล่าว คือ บริษัท อินเตอร์ลิงค์ อิมปอร์ต แอนด์ เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด, บริษัท คอมพาวด์ อินเตอร์เทรด จำกัด, บริษัท แคปปิตอลซ์ เทรดดิ้ง จำกัด, บริษัท ซิมเปิ้ล เบสท์ เทรดดิ้ง จำกัด, น.ส.กรรณิกา เพชรสุวรรณ์, นายลิตร พอใจ, Mrs.Shaoyan Gong และ Mr.Guoxiong Zhou) ก็ไม่พบว่าเคยได้รับเงินจากบริษัทจีนที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายข้าว รวมไปถึงการตรวจสอบข้อมูลกับกรมศุลกากรเมื่อปี 56 - 58 ก็ไม่พบว่าบริษัทจีน 4 แห่ง และผู้รับมอบอำนาจช่วงฯ ได้ทำการส่งออกข้าวไปยังประเทศจีน 

นายสรรเสริญ กล่าวอีกว่า ยังพบข้อเท็จจริงว่า สัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัท Haikou Liangyoulai Cereals and Oils Trading Col, Ltd เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 56 นั้น บริษัทได้มีหนังสือรับมอบอำนาจ ให้บริษัท คอมพาวด์ฯ เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 56 ชำระเงินและรับมอบข้าว แต่ขณะนั้นบริษัท คอมพาวด์ฯ ยังไม่ได้จดทะเบียนบริษัทแต่อย่างใด เพราะเพิ่งไปจดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 56 และยังพบข้อเท็จจริงว่า Hainan Province Land Reclamation Industrail Development and Construction General Corporation มีการทำหนังสือมอบอำนาจให้บริษัท แคปิตอลซ์ เทรดดิ้งฯ เมื่อวันที่ 27 ก.พ.56 แต่มีการชำระเงินและรับมอบข้าวเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 56 ซึ่งเป็นการมอบอำนาจก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา

เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า ส่วนแคชเชียร์เช็ค 46 ฉบับ รวมวงเงิน 1,878,219,993 บาท นั้น ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง กรมการค้าต่างประเทศ แจ้งข้อเท็จจริงว่า แคชเชียร์เช็คจำนวน 46 ฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นการชำระในชื่อของบริษัทจีนที่เข้ามาซื้อขายข้าวจำนวน 3 บริษัท จาก 4 บริษัท แต่ยังไม่ได้รับมอบข้าว ต่อมาบริษัทเหล่านี้ได้เรียกร้องให้คืนเงินหรือส่งมอบข้าวนั้น พบว่า แคชเชียร์เช็คดังกล่าวไม่ได้มาจากบริษัทจีนที่เป็นผู้ซื้อข้าวตามสัญญาแต่อย่างใด แต่เป็นเงินซึ่งมีที่มาจากบุคคลอื่นภายในประเทศ และพบว่า มีแคชเชียร์เช็คจำนวน 40 ฉบับ จำนวนเงินประมาณ 1,868,029,241 บาท มาจากเงินในบัญชีของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด บริษัท สิราลัย จำกัด และนายสุธี เชื่อมไธสง ซึ่งเป็นคนสนิทของนายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง”

“คณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาแล้วเห็นว่า เงินดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์ความผิดและเป็นพยานหลักฐานที่จะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ จึงใช้อำนาจตามความในมาตรา 25 (1) ประกอบมาตรา 49 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. มีคำสั่งให้กรมการค้าต่างประเทศ ดำเนินการเก็บรักษาเงินจำนวนกว่า 1.8 พันล้านบาท เพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริง และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. ประกอบมาตรา 132 แห่ง ป.วิอาญา ยึดและอายัดเงินจำนวนนี้ไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และเนื่องจากสัญญาที่ผู้ถูกกล่าวหาทำกับรัฐวิสาหกิจจีนไม่ใช่สัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจี และเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด กรมการค้าต่างประเทศ ย่อมไม่สามารถที่จะดำเนินการส่งมอบข้าวตามจำนวนเงินดังกล่าวได้” นายสรรเสริญ ระบุ