ศธ.รับลูกนายกฯ เล็งออกกฎหมายรองรับจัดการศึกษาฟรี 15 ปี หลังนายกฯสั่งให้ทำความเข้าใจประชาชนและทำกฎหมายรองรับ
รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ทำความเข้าใจกับประชาชน เนื่องจากเวลานี้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับลงประชามติ) เกี่ยวกับการจัดการ ศึกษาขั้นพื้นฐานว่าจะลดการอุดหนุนจากเรียนฟรี 15 ปี เหลือ 12 ปีรวมทั้งทั้งสั่งการให้ ศธ.ดำเนินการจัดทำกฎหมายรองรับให้ชัดเจนว่ารัฐบาลยังสนับสนุนการศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 6 เหมือนเดิมนั้น ทั้งนี้ โครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ เป็นนโยบายของรัฐบาลไม่ใช่กฎหมาย ซึ่งจากที่นายกฯได้มอบหมายให้ ศธ.จัดทำกฎหมาย ตนกำลังศึกษาว่าควรจัดทำเป็นกฎหมาย หรือ จัดทำเป็นกฎกระทรวงศึกษาธิการ รองรับเพื่อจะได้สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนได้ว่าจากนี้ไปไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องอุดหนุนการจัดการศึกษา 15 ปี ถึงม.ปลาย รวมประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ด้วย
ขณะเดียวกัน ในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับลงประชามติ) ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในหมวดที่ 5 มาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” นั้น ก็ไม่ต้องไปปรับแก้ใดๆ เพราะในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญก็ถือเป็นการบังคับรัฐว่า ต้องจัดการศึกษาให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายอย่างน้อย 12 ปี
รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องของการศึกษาภาคบังคับที่ประชาชนต้องส่งบุตรหลานที่อยู่ในปกครองเข้าเรียนนั้นเป็นการบังคับเรียน 9 ปี คือ ตั้งแต่ชั้นป.1 ถึง ม.3 หรืออายุตั้งแต่ 7-16 ปี เพราะเมื่อเด็กจบ ม.3 หรือมีอายุ 16 ปี ก็ถือว่าเด็กสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้างแล้ว และบางครอบครัวก็มีความจำเป็นที่ต้องให้บุตรหลานออกไปช่วยทำงาน ดังนั้นหากจะให้มีการเพิ่มจำนวนปีการศึกษาภาคบังคับมากกว่า 9 ปีก็ต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะเป็นการบังคับประชาชน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบได้ ส่วนเด็กที่หลุดระบบการศึกษาหรือออกกลางคันในช่วงอายุ 7-16 ปีที่ไม่ได้เข้าเรียนนั้น ขณะนี้ ศธ.ก็กำลังเร่งแก้ไขปัญหาโดยให้มีการสำรวจข้อมูลและช้อนเด็กกลับเข้าสู่ระบบ อย่างไรก็ตาม เร็วๆนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดในเรื่องต่างๆเหล่านี้อีกครั้ง


