ที่ประชุม ครม. เห็นชอบเว้นภาษีโอนกรรมสิทธิ์อสังหาฯให้บุตร ไม่เกินคนละ 20 ลบ. พร้อมยกเว้นภาษีที่บริจาคให้กองทุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ที่ประชุมครม.มีมติ ตามที่กระทรวงการคลังได้เสนอ ในหลักการ การโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์จากพ่อไปลูก ไม่รวมบุตรบุญธรรม ได้คนละ 20 ล้านบาทต่อปีต่อคน โดยไม่เสียภาษี โดยคิดในส่วนที่จะโอนตั้งแต่ 1 ก.พ. 59 เป็นต้นไป
สำหรับเรื่องดังกล่าวนั้น ดำเนินการต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมามีกฎหมายภาษีมรดก คือ พ่อแม่ เสียชีวิต มรดกตกทอดถึงลูกได้ และมีกฎหมายว่าด้วยการให้และการรับ ให้แก่ลูกในกรณีที่ยังไม่เสียชีวิต ให้เงินได้คนละ 20 ล้านบาทต่อปี แต่เรื่องบ้านที่ดิน ยังไม่ได้กำหนดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ดังนั้นจึงได้ออกกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยสามารถโอนอสังหาริมทรัพย์ให้กับบุตรตามกฎหมายได้ทุกคน ไม่เกินคนละ 20 ล้านบาท
ขณะเดียวกันกระทรวงการคลัง ยังได้ขอความเห็นชอบมาตรการภาษี ในการบริจาคกองทุนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อเป็นทุนหมุนเวีบนในการส่งเสริมการวิจัย ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาซึ่งมีการระดมทุนตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554 และมีเงินที่ กสทช.ให้มาตั้งแต่ปี 2553-59 รวมมีเงิน 230 ล้านบาทเศษ โดยรัฐบาลเห็นว่า มีกองทุนหลายกองที่เชิญชวนให้บุคคลธรรมดา บริจาคและลดภาษี จึงได้อนุมัติร่างกฎหมายและกฤษฎีกา เชิญชวนให้เข้ามาบริจาค โดยยกเว้นเงินได้พึงประเมินหลังหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์หักลดได้ตามที่บริจาค รวมแล้วไม่เกิน 10% ของเงินรายได้พึงประเมิน ส่วนนิติบุคคลยกเว้นเงินได้เท่าที่บริจาค รวมรายจ่ายและต้องไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบในหลักการ มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ของบริษัทต่างประเทศ ที่สนใจเข้ามาสร้าง ใช้พื้นที่ ดำเนินการผลิตในเมืองไทย เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นจำนวนมาก โดยมาตรการที่ดำเนินการนั้นจะเป็นการคืนเงินให้กับบริษัทดังกล่าวที่เข้ามา เช่น คืนเงินกลับไปให้บริษัทที่สนใจเข้ามา ไม่เกิน 20% มันน่าจะดึงดูดได้พอสมควร ใน 20% มีกำหนดรายละเอียด หากภาพยนตร์นำเงินมาใช้ตั้งแต่ 30 ล้านบาท ขึ้นไป จะได้รับสิทธิ คืนเงินในอัตรา 15% หาก เรื่องใด หลังถ่ายทำ มีกระบวนการดำเนินการต่อ ตัดต่อ เป็นต้นในไทย จะได้เพิ่มอีก 5% รวมไม่เกิน 20%แต่ทั้งนี้จะกำหนดการคืนเงินกี่เปอร์เซนต์นั้นได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาจุดที่เหมาะสม
ส่วนงบประมาณที่จะไปสนับสนุนนั้น ปัจจุบันมีกองทุนส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งขณะนี้สำนักงานกฤษฎีกาได้ส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาแล้ว โดยกระทรวงการคลังระบุว่า จะเป็นหน้าที่คณะกรรมการกองทุน เป็นผู้พิจารณาในการสนับสนุน


