จี้ปล่อยตัว! คณบดี มธ.-นักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง แถลงท่าทีกรณี "แม่จ่านิว" ถูกจับขังคดีม.112
นายอนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เดินทางมายังกองบังคับการตำรวจปราบปราม (บก.ป.) กล่าวว่า ตนมาวันนี้ (7 พ.ค.) เพื่อให้กำลังใจ น.ส.พัฒน์นรี และ นายสิรวิชญ์ พร้อมมอบดอกไม้แสดงความเป็นห่วง
ทั้งนี้จากการสอบถามทราบว่า นายสิรวิญช์ มีแม่ น้อง และยาย อาศัยอยู่ที่บ้าน เมื่อแม่ถูกจับ นายสิรวิชญ์ ซึ่งเป็นนักศึกษาอยู่ ต้องรับภาระทั้งหมดแทน อย่างไรก็ตาม นายสิรวิชญ์ ยังเป็นหนึ่งในพลเมืองที่ถูกริดรอนสิทธิ ดังนั้นพวกตนขอออกแถลงการณ์ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เรียกร้องให้มีการปล่อยตัว “แม่จ่านิว" ทั้งนี้เครือข่ายฯติดตามและห่วงใยการละเมิดสิทธิพลเมืองที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น ขอแถลงท่าทีดังต่อไปนี้
1.การตั้งข้อหาและออกหมายจับแม่จ่านิว เป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุอันควร ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า แม่จ่านิว มิได้พิมพ์ข้อความอันเป็นการหมิ่นประมาทสถาบันแต่อย่างใดเลย เฉพาะคู่สนทนาบนเฟซบุ๊กที่มิได้มีความคุ้นเคยกับแม่จ่านิวที่เป็นผู้พิมพ์ถ้อยคำ แม่จ่านิวเพียงแต่ตอบรับด้วยคำว่า “จ้า” เพื่อปิดการสนทนาเท่านั้น ดังนั้นการตั้งข้อหาคดีอาญาที่มีบทลงโทษรุนแรง โดยอ้างว่า การที่มิได้ห้ามปรามถือเป็นความผิดด้วย จึงเป็นการตีความที่ขยายมูลเหตุแห่งความผิดที่เกินเลยโดยที่ประชาชนไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน หากมีการตั้งข้อหามาตรา 112 ด้วยมูลเหตุเพียงเท่านี้ จะเปิดช่องให้มีการกลั่นแกล้งกันได้โดยง่าย เหมือนเช่นขณะนี้ที่ประชาชนเกิดข้อกังขาว่า คสช. กำลังกลั่นแกล้งแม่จ่านิว เพื่อผลทางการเมืองในการข่มขู่คุกคาม นายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว ที่เป็นแกนนำเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย
2.การใช้ดุลพินิจไม่ให้ประกันตัวอย่างไม่เหมาะสม ผู้บังคับการ ปอท. ปฏิเสธการให้ประกันตัวโดยให้เหตุผลว่า เป็นคดีร้ายแรงมีอัตราโทษสูง เกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานโดยมิได้พิจารณาว่า แม่จ่านิวได้แสดงความบริสุทธิ์ใจเข้าพบพนักงานสอบสวนในทันทีที่ถูกออกหมายจับ (โดยไม่มีหมายเรียก) พร้อมทั้งมีหลักทรัพย์เป็นเงินประกันตัวถึง 5 แสนบาท ย่อมแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจพร้อมจะสู้คดี การกักขังบุคคลโดยไม่มีเหตุอันควร ถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างมิอาจยอมรับได้
3.คสช. ควรตระหนักว่า การดำเนินคดีกับประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีเหตุอันควรจะนำไปสู่การสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน เพราะประเด็น 112 เป็นประเด็นที่อ่อนไหว ทำให้ประชาชนที่เข้าใจผิดก่อกระแสเกลียดชังจ่านิวและแม่จ่านิว ส่วนประชาชนผู้รักความเป็นธรรมก็จะโกรธแค้น คสช. ที่ตั้งข้อหาประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม วิธีการเช่นนี้ไม่ส่งผลดีต่อใครทั้งสิ้น และเป็นการกระทำที่แย้งกับ คสช. ประกาศว่า จะสร้างความสงบขึ้นในสังคมไทย สุดท้ายนี้ เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง ขอยืนยันว่า เราเป็นห่วงสิทธิพลเมืองไม่เพียงแต่กรณีแม่จ่านิวเท่านั้น เราขอเรียกร้องให้ คสช. เคารพกฎหมายและหยุดการจับกุมคุมขังประชาชน โดยไม่เคารพต่อกระบวนการยุติธรรม เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศาลทหารจะพิเคราะห์และอนุยาตให้แม่จ่านิวได้รับการประกันตัวในวันที่ 8 พฤษภาคม
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า กรณีที่ น.ส.พัฒน์นรีถูกจับกุม โดยมีการแสดงหลักฐานว่าเป็นการแชทผ่านเฟซบุ๊คกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้นั้น พบว่าไม่ได้มีการพูดคุยใดๆมาก่อน น.ส.พัฒน์นรี ตอบกลับไปเพียงคำว่า “จ้า” ซึ่งตนมองว่าเป็นมารยาทที่เมื่อถูกอีกฝ่ายพิมพ์ข้อความมา และน.ส.พัฒน์นรี ต้องการจบบทสนทนาจึงใช้คำว่า “จ้า” ปิดท้าย และไม่ได้ส่งอะไรไปอีก ตนจึงรู้สึกว่าการตั้งข้อหาร่วมหมิ่นสถาบันฯ ม.112 นั้นเป็นการตั้งข้อหาเกินกว่าเหตุ ไม่สมเหตุสมผล และรังแต่จะเกิดความขัดแย้ง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางตำรวจและทหารมีหลักฐานว่าการสนทนาระหว่าง น.ส.พัฒน์นรี และ นายบุรินทร์ ที่ถูกจับกุมไปก่อนแล้วนั้น มีประโยคสนทนาอื่นๆก่อนหน้าคำว่า “จ้า” ซึ่งเข้าข่ายหมิ่นสถาบันฯ รวมทั้งในบทสนทนาดังกล่าวยังปรากฏว่า น.ส.พัฒน์นรี เป็นผู้พิมพ์ไปก่อน ซึ่งนายอนุสรณ์ บอกว่า หลักฐานตรงนั้นตนยังไม่เห็น เท่าที่เห็นมีเพียงกระดาษแผ่นเดียว และคำเดียวที่ น.ส.พัฒน์นรีพิมพ์ไป คือคำว่า “จ้า” เท่านั้น ขอตรวจสอบรายละเอียดก่อน อย่างไรก็ตามพวกตนจะหารือในด้านของกฎหมายและจะติดตามคดีว่าจะออกมาอย่างไร





