background-default

วันพุธ ที่ 14 มกราคม 2569

Login
Login

สิ้นบารมี 'บรรหาร' อนาคต 'ชาติไทยพัฒนา' ระส่ำ

สิ้นบารมี 'บรรหาร' อนาคต 'ชาติไทยพัฒนา' ระส่ำ

สิ้นบารมี “บรรหาร” อนาคต “ชาติไทยพัฒนา” ระส่ำ

หลัง“บรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ และ อดีตประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา” ถึงแก่อนิจกรรม ด้วยโรคหอบหืด เมื่อช่วงเช้าตรู่วันที่23เม.ย.2559ที่โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์

ทำให้ ภาพวาดแห่งอนาคตทางการเมือง ของพรรคชาติไทยพัฒนา ที่มี “ฯพณฯบรรหาร” เป็นผู้บรรจงเขียนเส้น เล่นแสง และลงเงา ต้องหยุดชะงักไปแบบฉับพลัน... และยังไม่ใคร รู้ว่าจะเติมเส้น ลงแสง และแรเงาอย่างไรต่อ

เพราะข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ทิศทางทางการเมืองของพรรชาติไทยพัฒนา ใน รอบกว่า2ทศวรรษ นับแต่ที่ “บรรหาร” ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทย พ.ศ.2537จนถึงวันที่ถูกมรสุมการเมืองจะซัดให้ พรรคชาติไทย แพแตก เพราะด้วยกรรมการบริหารพรรคชาติไทยทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พ่วงโทษตามที่รัฐธรมนูญ พ.ศ.2550มาตรา237กำหนดให้ยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา5ปี และมาถึงวันนี้ที่การเมืองไทยยังไม่เข้าที่ “บรรหาร คือ ผู้นำคนสำคัญ” ที่ลูกพรรคเชื่อใจ เชื่อฟัง และพร้อมทำตาม

ทำให้ ภาพของ “พรรชาติไทย หรือ พรรคชาติไทยพัฒนา” มีภาพ “บรรหาร” เป็นคีย์แมนเพียงคนเดียว!

ดังนั้นถือเป็นสิ่งที่ต้องจับตา และวิเคราะห์ ว่า ใครจะขึ้นมา “คุมทีม” แทนและคนๆ นั้นต้องแบกภาระที่ยิ่งใหญ่ คือ ต้องเป็นเชือกรั้ง ให้ “ชาติไทยพัฒนา” ไม่มีสภาพแพแตกซ้ำอีก


ขณะที่ ธีระ วงศ์สมุทร อดีตข้าราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” แม้ทางกฎหมายจะได้ชื่อว่า เป็น “หัวหน้าพรรค” แต่ในทางปฏิบัติจริง เขาถูกวางบทบาทบทบาทให้เป็นเพียง “ร่างทรง” เท่านั้น


เมื่อตรวจสอบประเด็นนี้จาก “ทายาทการเมืองโดยสายเลือด - “กัญจนา ศิลปอาชา บุตรสาวคนโต และ ผู้ที่ใกล้ชิดอย่างที่สุดของ “บรรหาร” ยังไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน ว่า พรรคชาติไทยพัฒนาจะมีสถานะอย่างไรหลังจากนี้ ย้ำแต่เพียงว่า “พรรคชาติไทยพัฒนา” จะต้องอยู่!

และตรวจสอบอีกครั้งจาก“ทายาททางการเมือง – สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา” พบความในใจว่า มีความกังวลอย่างยิ่ง ต่อแรงจูงใจที่จะเหนี่ยวรั้งคนของพรรคชาติไทยพัฒนาไว้ เพราะเมื่อสิ้น “บรรหาร” แล้ว ทำให้ทุกคนในพรรคมีความสั่นคลอน

“ผมกังวล เพราะที่ผ่านมาท่านบรรหารยืนโดดเด่น ในฐานะหัวหน้าพรรค ในฐานะเลขาธิการพรรค ซึ่งอยากจะหาใครเทียบท่านได้ ผมคิดว่าจะหาคนมาแทนท่านนั้นยากมาก แต่เราเชื่อว่า ตลอดการทำงานที่ร่วมกันมายาวนาน มีความผูกพันแบบพี่แบบน้อง เชื่อว่าทุกคนได้ซึมซับสไตล์การทำงานของท่านบรรหาร ดังนั้นผมเชื่อว่าสมาชิกพรรคส่วนใหญ่ที่จะอยู่กับเราจะร่วมมือและเดินต่อไปได้ แต่จะเหลือกันอยู่กี่คน ผมมองว่าไม่ใช่เรื่องที่จะบังคับใครได้ การเมืองไม่ใช่เรื่องการบังคับ เพราะอยู่ที่ความสมัครใจของแต่ละคน แต่ผมยืนยันว่าพรรคชาติไทยพัฒนาต้องมีต่อไป แม้จะไม่มีหัวหน้าบรรหารอีกแล้ว ซึ่งพวกเราต้องร่วมสร้างอนาคตให้พรรคเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยองค์กร ด้วยวัฒนธรรมของพรรค แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ผมยังไม่รู้”

ขณะเดียวกันภายใต้หลังม่านบังตา“แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนาชุดปัจจุบัน”เตรียมหารือถึงทิศทาง ซึ่งประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นหลัง "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” ให้ไฟเขียวพรรคการเมือง ทำกิจกรรมทางการเมืองได้ การจัดทัพของผู้นำในพรรคชาติไทยพัฒนา จะเกิดขึ้นทันที แน่นอนว่า บุคคลที่อยู่ขอบข่าย คงหนีไม่พ้น“ทายาทในตระกูลศิลปอาชา”ส่วนหนึ่งเพื่อให้เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา ที่ยึด “ลูกพรรค” ให้ไม่จากไปไหน

แต่ด้วยปรากฎการณ์ความจริงทางการเมือง... เมื่อถึงฤดูกาลเลือกตั้งครั้งใด “ผู้ประสงค์สมัคร ส.ส.” ที่ไร้แรงศรัทธาในพรรคสังกัดเดิม – กระแสการเมืองระดับพื้นที่เปลี่ยนแปลง และ ยุทธศาสตร์เปลี่ยนสังกัดเพื่อ “ชิง” พื้นที่ย่อมเกิดขึ้นได้ ซึ่งสำหรับพรรคการเมืองที่ ไร้คนค้ำชูและอุปถัมภ์ด้วยแล้ว แรงที่ส่งให้ตัดสินใจปรับเปลี่ยน ย่อมเกิดขึ้นง่ายกว่า ปัจจัยข้างต้น


ซึ่งกระแสการย้าย - เปลี่ยนพรรคนั้น“สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และ นิกร จำนง” เป็นผู้ที่รู้ซึ้งดีที่สุด เพราะเคยเป็นร่วมนั่งนับหัวผู้ภักดี..ว่าใครจะอยู่หรือจะไปจากพรรคชาติไทย

โดยข้อเท็จจริงนี้ ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ “บริหารงานสไตล์บรรหาร” เขียนโดย “นิกร จำนง” ในบทที่3ปฏิรูปพรรคชาติไทยสู่ฝันอันยิ่งใหญ่ ที่เล่าถึงนาทีตัดสินใจของ “บรรหาร” ครั้งที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และช่วงก่อนการเลือกตั้ง ปี2539

ในหนังสือบันทึกไว้ในสาระสำคัญว่า“คุณบรรหารตั้งใจปฏิรูปพรรค เพราะคิดดูแล้ว แนวคิดการร่วมกลุ่มการเมืองเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีจำนวนมาก แต่ขาดคุณภาพ ไร้เอกภาพทางความคิดและการกระทำเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นต้องปฏิรูปกันใหม่ ต้องเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ และเน้นความสามัคคีภายในพรรค” จากนั้น “บรรหาร” ได้สั่งให้นับทำเนียบรายชื่อ ส.ส.พรรคชาติไทย ที่มี92คน ว่าจะเหลือคนที่ไว้วางใจร่วมสร้างพรรคชาติไทยต่อไป ผลปรากฎคือ30กว่าชื่อเท่านั้น”

ส่วนความจริงหลังบทบันทึกนั้น พบว่าระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี2539นั้น “คนของพรรคชาติไทย ทั้งที่เป็นเพียงสมาชิก และ ส.ส.” พาเหรดย้ายพรรคจำนวนมาก และทำให้หลังการเลือกตั้ง ปี2539พรรคชาติไทย ได้ส.ส.นั่งในสภา เพียง39คน ซึ่งลดลงจากการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้านั้น ถึง58คน

และในการเลือกตั้งรอบล่าสุด ในปี2554ที่“อดีตหัวหน้าพรรค-บรรหาร” นั่งอยู่หลังฉากการเมือง ยังพบการย้ายพรรคของ “ส.ส.ในพรรค” อย่างน้อย2คน คือ ย้ายสังกัดไปพรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทยอย่างละคน

ดังนั้น อนาคตของพรรคชาติไทยพัฒนา และทิศทาง ของสมาชิกในพรรค หลังจากสิ้นร่มเงา“หลงจู๊-บรรหาร” มีนักวิเคราะห์การเมือง มองไว้ว่า "ระส่ำ” แน่นอน แต่จะถึงขั้นที่ “คนของพรรค” แตกระเซ็นกระสายหรือไม่ ต้องดูยุทธศาสตร์การเมืองของผู้ที่กุมอำนาจไว้ขณะนี้ เพราะหากมีใคร “เทคโอเว่อร์” แล้วเส้นแสงแห่งเงาของภาพทางการเมือง ที่จิตกรอย่าง “บรรหาร” แต่งแต้มไว้ อาจฟื้นสีสันได้


แต่จะคงตามเจตนารมณ์ที่ “บรรหาร ศิลปอาชา” คิดไว้หรือไม่?.. ไม่มีใครรับประกันได้