2 ปี คดีสายสลิงฝึกโดดร่มขาด 2 นรต.เสียชีวิตไม่คืบ

2 ปี คดีสายสลิงฝึกโดดร่มขาด 2 นรต.เสียชีวิตไม่คืบ

(รายงาน) 2 ปี คดีสายสลิงฝึกโดดร่มขาด 2 นักเรียนนายร้อยตำรวจเสียชีวิตไม่คืบ ครอบครัวถามหาความยุติธรรม

แม้เวลาจะผ่านมานาน 2 ปี แต่นายจตุรงค์ ติรสุวรรณสุข ยังคงนึกถึงนายณัฐวุฒิ ติรสุวรรณสุข หรือฟิวส์ บุตรชายคนเล็ก ที่เสียชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ จากกรณีการฝึกกระโดดร่มที่ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2557

นายณัฐวุฒิ เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 69 ที่เสียชีวิตจากการกระโดดร่ม เนื่องจากไปฝึกโดดร่มที่สนามโดดร่มตุงคะเตชะ ในค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ปรากฏว่าสายสลิงบนเครื่องบินลำเลียงที่ใช้เป็นตัวกระตุกร่มเกิดขาด ทำให้ นรต.หลุดลงออกจากเครื่อง 6 นาย แต่สามารถกระตุกร่มให้กางออกได้ 4 นาย แต่ร่มของนายณัฐวุฒิและนายชยากร พุทธชัยยงค์ หรือ โยโย่ เพื่อนร่วมรุ่น ไม่กาง ทำให้ร่างตกลงกระแทกพื้นเสียชีวิตทันที ซึ่งเป็นการฝึกอบรมหลักสูตรกระโดดร่มประจำปี ของ นรต.ชั้นปีที่ 2

ทุกครั้งที่นายจตุรงค์ นึกถึงบุตรชายเขาจะเดินมาที่มุมห้องตรงระเบียงบันไดของบ้าน ซึ่งเป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ของนายณัฐวุฒิ ทั้งเหรียญการแข่งขันกีฬา ถ้วยรางวัล เสื้อผ้า และอัลบัมรูปเก่าๆ รวมถึงรูปในวันพระราชทานเพลิงศพ โดยเป็นสิ่งของสุดท้ายที่จะได้เก็บไว้ดูต่างหน้าเวลาคิดถึงเขา

นายจตุรงค์ เล่าว่า ทุกวันนี้ที่อยู่ได้เพราะนึกถึงแต่ความดีของเขา เพราะตอนเขายังมีชีวิตอยู่ได้ทำแต่ความภาคภูมิใจให้ครอบครัว และในวันที่เขาไม่มีลมหายใจก็ทิ้งไว้ซึ่งเกียรติยศและชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล โดยในงานวันพระราชทานเพลิงศพ ก็มีผู้มาร่วมพิธีจำนวนมาก มาส่งบุรชายเป็นครั้งสุดท้ายเป็นจำนวนมาก ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนดีและมีแต่เพื่อนๆรักเขา มาถึงวันนี้ทางครอบครัวเขาและครอบครัวของนายสาธร พุทธชัยยงค์ บิดาของ นายชยากร ได้แต่รอความหวังจากผู้ใหญ่ว่าจะให้ความเป็นธรรมในคดีของลูกชายทั้ง 2 ครอบครัวได้มากน้อยแค่ไหน

“ล่วงเลยมา 2 ปีกับอีก 1 เดือน ที่ลูกชายผมเสียชีวิต แต่ในทางคดีกลับไม่มีความคืบหน้า ทางตำรวจยังไม่ม่การยื่นฟ้องผู้กระทำความผิดใด ๆ เลย ขั้นตอนอยู่ที่อัยการตั้งแต่ 24 พฤศจิกายน 2557 หลังจากที่ผมไปสอบถามกับพนักงานสอบสวนที่สภ.ชะอำมา จริงๆแล้วคดีนี้ไม่มีอะไรที่ซับซ้อนเลย เพราะการกระทำความผิดบ่งบอกชัดเจนว่าสายสลิงไม่ได้มาตรฐาน เพราะนำของที่หมดอายุการใช้งานมาใช้งาน แต่สลิงของใหม่กลับอยู่ในสต๊อกเก็บของ ซึ่งไม่นำมาเปลี่ยน บ่งบอกถึงความทุจริต หาผลประโยชน์กันในหน่วยงานที่รับผิดชอบ” นายจตุรงค์ เปิดเผย

นอกจากนี้นายจตุรงค์ ยังระบุถึงการเยียวยาหลังจากบุตรชายจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับว่า ทางครอบครัว “ติรสุวรรณสุข” กับครอบครัวของนายสาธร ยังไม่ได้รับการเยียวยาความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการปรับยศ ขึ้นขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ ทั้งที่บุตรชายของทั้ง 2 ครอบครัวได้เสียชีวิตในขณะปฎิบัติหน้าที่ แม้ในทางกฎหมายก็ไม่เคยได้รับคำชี้แนะหรือให้คำปรึกษาใด ๆ ที่จะเกี่ยวข้องในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดทั้งหมด

“บางครั้งผมนึกแล้วก็รู้สึกท้อใจ ทั้ง ๆ ที่ลูกชายของผมทั้ง 2 ครอบครัวถือว่าเป็นบุคลากรในส่วนความรับผิดชอบของตำรวจยังไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะเวลาก็ผ่านมา 2 ปี แต่ยังไม่สามารถเอาผิดกับผู้กระทำผิดได้เลย บางครั้งผมก็ไม่รู้ว่าความยุติธรรมอยู่ที่ไหน” บิดานายณัฐวุฒิ เปิดเผย

ด้านพล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี อดีตที่ปรึกษา (สบ10) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งเข้าไปติดตามการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีนี้ตั้งแต่ต้น เปิดเผยว่า คดีนี้ที่เกิดขึ้นเกิดจากความประมาทของบุคคล ซึ่งตอนแรกมีการโต้แย้งว่าเป็นอุบัติเหตุหรือไม่ แต่จากการรวบรวมพยานหลักฐานของกองพิสูจน์หลักฐานและพนักงานสอบสวนที่ตั้งเป็นคณะทำงาน และตนกำกับดูแล ชี้ให้เห็นว่าคดีนี้เป็นความประมาทของบุคคล เนื่องจากว่ามีการทำสลิงกระโดดร่มขึ้นมาเอง โดยไปซื้อมาจากร้านค้า และมาประกอบเอง ราคาสลิงตอนนั้นที่ตรวจสอบมา 2 เส้น 9 พันบาท แต่สลิงใหม่ที่มีสเป๊กมาจากต่างประเทศกลับอยู่ในสต๊อกของกองบินตำรวจไม่นำออกมาใช้ เส้นหนึ่งเกือบ 1 แสนบาท มีทั้งหมด 2 เส้นราคาก็เกือบ 2 แสนบาท ตนสงสัยว่าทำไมไม่เอาสลิงที่มีอยู่มาติดตั้งใหม่หรือเปลี่ยนใช้อันใหม่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่านอกจากความประมาทแล้ว ยังมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องในสำนวนการสอบสวนที่ได้ส่งไปอัยการที่จ.เพชรบุรี เรื่องนี้พนักงานอัยการเพชรบุรีตั้งเป็นคณะทำงานเพราะเป็นเรื่องสำคัญ นอกเหนือจากเรื่องประมาทแล้ว ยังมีเจ้าพนักงานของรัฐละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ คือมีการนำสลิงที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ บ่งบอกถึงผลประโยชน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงส่งสำนวนกลับมาให้ทางตำรวจนำไปส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ หรือปปช.

“ปปช.ใหญ่ก็ส่งให้ปปช.พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ปปช.เพชรบุรีก็ชี้ว่าเข้าข่ายละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 เมื่อเข้าข่ายละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบก็เป็นข้อหาใหม่เพิ่มเติม นอกเหนือจากข้อหาประมาท ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนจะต้องเรียกผู้ถูกกล่าวหาบางคนที่พนักงานอัยการชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาแจ้งข้อหาเพิ่ม จึงทำให้กระบวนการแทนที่จะฟ้องในเรื่องประมาท เลยต้องกลับมาแล้วเข้าสู่กระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ม.157 จึงทำให้คดีล่าช้า ผมได้ประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีประเด็นพื้นที่เกิดเหตุจากเดิมคือการโดดร่มเสียชีวิต อยู่ในพื้นที่ชะอำ แต่การปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เขตเกิดที่กรุงเทพ เพราะฉะนั้นประเด็นจะเป็นอำนาจของพนักงานสอบสวน อำนาจของศาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องใช้ความรอบคอบในการทำประเด็นนี้ขึ้นมา จึงทำให้ใช้เวลามากขึ้น ตอนนี้ผมได้ประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว ” พล.ต.อ.จรัมพร กล่าว

พล.ต.อ.จรัมพร ยังระบุอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาบางคนที่เป็นข้าราชการระดับสูงที่เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ ก็เป็นเรื่องกระบวนการต่อสู้ในคดี ซึ่งการดำเนินคดีนี้ไม่น่าจะสรุปนาน เพียงแค่รอเรื่องการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเท่านั้น ตอนนี้ก็เห็นว่าแจ้งไปบ้างแล้วบางคน แต่ยังไม่ครบ

ขณะที่พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผบช.ประจำ ตร. ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานในคดีนี้ ระบุว่า คดีนี้ทางอัยการส่งสำนวนคดีกลับมา หลังจากปปช.ชี้มูลความผิดเพิ่มเติม ซึ่งเป็นปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายที่ส่งให้ทางสตช.พิจารณา ปรับแก้คำสั่งพนักงานสอบสวน ขณะนี้รอให้ทางสตช.ลงนามในคำสั่งการสอบสวน เพื่อให้อำนาจการสอบสวนสมบูรณ์ไม่มีข้อโต้แย้ง เนื่องจากมีข้อหาเพิ่มเติมขึ้นมา จึงทำให้อำนาจการสอบสวนเปลี่ยนแปลงไป เพราะพนักงานสอบสวนบางคนถูกโยกย้าย จึงต้องหาคนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน

“การกระทำผิดของผู้ถูกกล่าวหา ผิดกรรมเดียวกันแต่ผิดกฎหมายหลายบทจะแยกสำนวนการสอบสวนไม่ได้ การแจ้งข้อหาเพิ่มเติมจะเป็นเรื่องการทุจริต ที่นอกเหนือจากข้อหาประมาท ซึ่งจะแจ้งข้อหาตามที่มีการชี้แจง แต่ตอนนี้ต้องรอการปรับแก้คำสั่งของสตช. ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ผมก็รออยู่เหมือนกันยังไม่สามารถตอบอะไรได้” ผบช.ประจำ ตร. ระบุ

อย่างไรก็ตามมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างหนาหูในสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า คดีนี้ค่อนข้างล่าช้าโดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ที่เกี่ยวข้องบางรายเป็นที่เกรงอกเกรงใจของผู้ทำคดีหรือไม่