กกต. จ่อถกหลักปฏิบัติ อะไรทำได้-ทำไม่ได้ ช่วงออกเสียงประชามติ 25 เม.ย.นี้ พร้อมวางแนว 23 ลักษณะห้ามทำ โทษถึงขั้นจำคุก
ขณะด้านสืบสวน ชง กกต. ไม่รับเรื่องร้องเรียน อ้างกฎหมายไม่ให้อำนาจ เหมือนปี 50 บอกทำได้แค่ แนะผู้ร้องแจ้งความตร.ท้องที่เกิดเหตุเท่านั้น ทีมผู้บริหารสนง.เห็นแย้ง บอก พ.ร.บ.กกต.ให้อำนาจเต็ม ไม่ทำอาจโดนร้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้
รายงานข่าวแจ้งว่าในการประชุมกกต.ที่มีจะขึ้นในวันที่ 25 เม.ย.นี้ นอกจากที่ประชุมจะได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างระเบียบที่เกี่ยวกับการจัดการออกเสียงประชามติแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับจังหวัด กำลังรอความชัดเจน คือแนวปฏิบัติในกรณีมีการร้องเรียน และร้องคัดค้านการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่ถกเถียงกันในระดับผู้บริหารของสำนักงานกกต. เนื่องจาก ด้านสืบสวนสอบสวนได้เสนอความเห็นต่อกกต.ว่า ความผิดตามพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ เป็นความผิดทางอาญา ที่กฎหมายไม่ได้มีการกำหนดให้กกต.เป็นผู้เสียหายและมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาด เหมือนกับกรณีเลือกตั้ง หรือกรณีการประชามติเมื่อปี 2550 ที่ขณะนั้นใช้พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความสงบเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ 2550 ควบคุมดูแลและมาตรา 5 พ.ร.บ.ดังกล่าวประกอบมาตรา 16 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 กำหนดชัดเจนว่าหากกกต.เห็นว่าผู้ใดกระทำผิดในการออกเสียงฯ ให้กกต.เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มีอำนาจแจ้งพนักงานสอบสวนให้สอบสวน และสามารถฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ในการประชามติครั้งนี้ไม่มีการกำหนดเช่นนั้น
“ดังนั้น หากมีการร้องเรียนการกระทำผิดในช่วงการแสดงความคิดเห็น จนถึงวันออกเสียง กกต.ไม่มีอำนาจที่จะรับและะแจ้งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการและไม่สมารถฟ้องคดีต่อศาลได้ โดยถ้ามีผู้มาร้องกกต. เช่น พบว่ามีการกระทำในลักษณะปลุกระดมให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ให้กกต.ทำเป็นบันทึกและให้ผู้ร้องนำไปแจ้งความยังสถานที่ตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ หรือแม้แต่กรณีที่ความปรากฎต่อกกต. หรือกรณีที่มีผู้แจ้งการกระทำความผิดผ่านทางแอพพลิเคชั่นตาสับปะรด กกต.ก็จะทำบันทึกแจ้งไปยังสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุให้เข้าไปดูแลดำเนินตามขั้นตอนของคดีอาญาปกติต่อไป เหมือนกรณีประชาชนมาร้องขอความช่วยเหลือผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล หรือศูนย์ดำรงธรรม ซึ่งทั้งสองแห่งก็จะส่งเรื่องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปดำเนินการ ส่วนที่อยู่ในอำนาจที่กกต.จะสามารถพิจารณาและมีคำวินิจฉัยได้ ด้านสืบสวนเสนอว่าเป็นเฉพาะกรณีการร้องคัดค้านการออกเสียง ที่พ.ร.บ.ประชามติ กำหนดให้กกต.มีอำนาจเช่นกรณีพบว่ามีการจัดพาหนะขนคนไปออกเสียง เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยออกเสียงไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ มีการเวียนเทียนบัตร มีการใช้บัตรปลอม เป็นต้น”
แต่อีกด้านหนึ่ง ผู้บริหารสำนักงานฯก็มีความเห็นแย้งว่า มาตรา 6 และมาตรา 11 ของพ.ร.บ.ประชามติ กำหนดชัดแจ้งว่าการจัดการออกเสียงและการแสดงความคิดเห็นตามพ.ร.บ.ประชามตินี้ ถือเป็นการออกเสียงตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งวรรคสองของมาตรา 6 ก็กำหนดให้กกต.มีอำนาจหน้าที่ทุกประการที่เกี่ยวกับการควบคุมให้ การออกเสียงประชามติ เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ไม่ให้มีการกระทำฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ รวมถึงแต่ละฐานะความผิดกฎหมายกำหนดเป็นเหตุให้กกต.สามารถสั่งออกเสียงใหม่ได้ทั้งหมด จึงจำเป็นที่กกต.จะต้องเป็นผู้ที่สอบสวนวินิจฉัยเช่นเดียวกับคดีเลือกตั้ง อีกทั้งในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ก็เห็นว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของกกต.ที่ต้องสืบสวนสอบสวนและมีคำวินิจฉัยก่อน ดังนั้นหากกกต.ไปวางแนวปฏิบัติว่าไม่มีอำนาจรับพิจารณาเรื่องร้องเรียน ไม่มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาล ได้ กกต.ก็อาจโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
นอกจากนี้ที่ประชุมกกต.ยังจะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ ร่างสรุปลักษณะที่ควรกระทำ ห้ามกระทำ และพึงหลีกเลี่ยงในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่สำนักกฎหมายและคดีของสำนักงานกกต. เสนอ ให้แบ่งลักษณะการกระทำเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มที่ 1 ลักษณะที่ควรกระทำ ประกอบด้วย ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วนจากเอกสาร เว็บไซด์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ แสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ไปใช้สิทธิ ออกเสียงในหน่วยที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และร่วมเชิญชวนคนไปใช้สิทธิออกเสียงโดยไม่มีการจูงใจว่าจะใช้สิทธิอย่างใด หากเห็นว่าการออกเสียงในหน่วยออกเสียงใดเป็นไปโดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม ผู้มาใช้สิทธิจำนวนไม่น้อยกว่า 50 คน สามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ยังสำนักงานกกต.จังหวัด
กลุ่มที่ 2 ลักษณะที่ห้ามกระทำมีโทษถึงจำคุกมีการกำหนดไว้รวม 23 ข้อ ประกอบด้วย เจ้าหน้ารัฐวางตัวไม่เป็นกลางใช้ตำแหน่งหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิออกเสียง ทำลายบัตรออกเสียง ลงคะแนนออกเสียงโดยรู้ว่าตนไม่มีสิทธิ นำบัตรปลอมมาใช้ออกเสียง หรือเวียนเทียนบัตร นำบัตรออกเสียงออกไปจากที่ออกเสียง นำบัตรออกเสียงที่ลงคะแนนแล้วแสดงต่อผู้อื่น ทำเครื่องหมายให้เป็นที่สังเกตไว้ที่บัตรออกเสียงเพื่อให้ผู้อื่นรู้ว่าเป็นบัตรของตน บันทึกภาพบัตรอออกเสียงที่ได้ลงคะแนนออกเสียงแล้ว ขัดคำสั่งกรรมการประจำหน่วยออกเสียงที่สั่งให้ออกจากหน่วยออกเสียง กระทำการใด ๆให้จำนวนบัตรออกเสียง หรือบัญชีรายชื่อผิดไปจากความจริง ขัดขวางไม่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเข้าหรือออกที่ออกเสียง ก่อความวุ่นวายในที่ออกเสียง ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อสิ่งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิไปหรือไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง ซื้อสิทธิ ขายเสียง ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน ผลประโยชน์ หรือจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจ หลอกลวง บังคับขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคามผู้มีสิทธิออกเสียง ขัดขวางการส่งหีบบัตร หรือบัตรออกเสียง เล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันการออกเสียง จำหน่ายจ่ายแจก จัดเลี้ยงสุราในเวลาต้องห้าม จัดยานพาหนะขนคนไปหรือกลับจากที่ออกเสียง เผยแพร่ผลโพลล์ระหว่าง7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียง กรรมการประจำหน่วยออกเสียงนับบัตรออกเสียงผิดไปจากความจริง
และกลุ่มที่ 3 ลักษณะของการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อความผิดอาจถูกดำเนินคดีพึงหลีกเลี่ยง เป็นการขยายความการกระทำก่อความวุ่นวายที่อาจทำให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประกอบด้วย การแสดงความคิดเห็นในลักษณะจูงใจและเผยแพร่เป็นการทั่วไปอันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการปลุกระดม เช่น แจกใบปลิว สติ๊กเกอร์ เข็มกลัด กระดุม เป็นต้น และอาจเข้าข่ายเป็นการชุมนุมทางการเมืองขัดต่อประกาศคสช. การแสดงความเห็นในเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจนอันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายกำกวม อาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่ามีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย
ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวที่ประชุมกกต.ได้มีการพิจารณาไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมาและเห็นว่า กกต.ไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะการกระทำที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายเป็นความผิดให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมได้มากกว่านี้ เพราะแต่ละการกระทำจะมีรายละเอียดต่างกันไป โดยที่ประชุมกกต.ก็มี หยิบยกกรณีกลุ่มนักวิชาการสิทธิพลเมืองใส่เสื้อโนโหวตประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นตัวอย่างว่า หากพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติมีผลบังคับใช้ การกระทำในลักษณะดังกล่าวสามารถทำได้หรือเป็นความผิดหรือไม่ และเห็นว่า กฎหมายรับรองการแสดงความคิดเห็นของประชาชน หากเป็นการแสดงความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว ไม่มีการไปเดินแจกเอกสารก็น่าจะทำได้ ไม่เข้าข่ายเป็นความผิด แต่ทั้งนี้ขณะนั้น พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติยังไม่ประกาศใช้ รวมทั้งนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้งเดินทางไปต่างประเทศ ที่ประชุมจึงเห็นว่าเพื่อให้เกิดรอบคอบจึงจะมีการพิจารณาอีกครั้งก่อนที่จะมีการเผยแพร่เป็นแนวปฏิบัติทำได้ไม่ได้ต่อไป


