ภารกิจถอนฟ้อง! ป.ป.ช.จ้องอุ้มใครหรือไม่?

ภารกิจถอนฟ้อง! ป.ป.ช.จ้องอุ้มใครหรือไม่?

บทวิเคราะห์ : ภารกิจถอนฟ้อง! ป.ป.ช.จ้องอุ้มใครหรือไม่?

คิ๊กออฟการทำงานเข้าเดือนที่ 4 คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหม่ ที่มี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ เป็นประธาน กำลังจับเรื่องร้อนกับการพยายามดำเนินการถอนฟ้องคดีการสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่7 ต.ค.51 ตามที่ 3 จำเลย อย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. และ พล.ต.อ.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. ยื่นขอความเป็นธรรมพร้อมอ้างหลักฐานใหม่ ให้ป.ป.ช.พิจารณา แม้คดีจะอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม

มติเสียงข้างมากของที่ประชุม ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่ามีสิทธิส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ พิจารณาถอนฟ้อง จึงตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งขึ้นมาวิเคราะห์หลักฐานใหม่ของจำเลยว่าใหม่จริงหรือไม่ หรือมีเหตุผลเพียงพอเปลี่ยนแปลงความเห็นคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดก่อนที่สั่งฟ้องได้แค่ไหนก่อนความเห็นของคณะทำงานจะถูกชงเข้าที่ประชุมป.ป.ช. เพื่อมีมติว่าสมควรส่งเรื่องถอนฟ้องต่อไปหรือไม่

แม้ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นต่อคณะกรรมการว่าไม่สมควรถอนฟ้อง เกรงว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถ้าทำไปแล้ว อาจเข้าข่ายทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ หรืออาจถูกฟ้องกลับ แต่ก็ถูกตีกลับให้ทบทวน โดยเฉพาะให้นำคดีสลายกลุ่ม นปช.ปี 53 ซึ่งป.ป.ช.ชุดก่อนตีตก มาเทียบเคียง

สอดคล้องกับความเห็นของเซียนกฎหมายอย่าง “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่เคยพูดถึงเรื่องถูกฟ้องกลับว่า"พอดีพอร้ายคนที่เคยเป็นจำเลยจะกลับมาฟ้องเอง แต่ต้องรอให้ถูกถอนฟ้องเสียก่อน เพราะการที่เขาถูกฟ้องนั้นเขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่พักนึง ดังนั้น เมื่อมีการถอนก็แปลว่าเชื่อว่าเขาไม่ผิดใช่หรือไม่ แล้วตอนนั้นทำไมถึงฟ้องเขา มันโดนได้ทุกอย่าง จึงต้องอธิบายให้ได้“

พร้อมกับเตือนว่า ”เสี่ยงมากกรณีฟ้องและถอน เพราะจะเกิดความสงสัย ใครทำอาจโดนสอบกัน 7ชั่วโคตร เนื่องจากตอนฟ้องก็คิดว่าคุณพิจารณาดีที่สุดแล้ว อยู่ๆ มาคุณมาถอนก็ต้องอธิบายให้ศาลเข้าใจได้ อธิบายให้สังคมเข้าใจได้ ไม่อย่างนั้นเขาจะเข้าใจว่าคุณไปกินสินบนมาหรือเปล่า มวยล้มต้มคนดูหรือเปล่า"

ถามว่าทำไม เมื่อป.ป.ช. ทำเรื่องนี้ ถึงได้เกิดข้อกังขากับสังคมทันทีนั่นเพราะหลายคนจับตาไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างพล.ต.อ.วัชรพล ที่แนบแน่นกับพี่น้อง “บ้านวงษ์สุวรรณ” ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหมพี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคย์ ที่มีตำแหน่งแห่งหนในรัฐบาล คสช. ได้รับแต่งตั้งเป็นสนช. และเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของพล.อ.ประวิตร ซึ่งถูกจับตามาตั้งแต่มีชื่อลงสมัครชิงเก้าอี้ป.ป.ช. จนได้รับเลือกและได้เป็นประธานป.ป.ช.ในที่สุด ตอนนั้นก็มีการตั้งข้อสังเกตแล้วว่า มีพลังพิเศษจากผู้มีอำนาจบางคนหนุนให้ได้ตำแหน่งเพื่อหวังให้เข้ามาทำภารกิจพิเศษอะไรหรือไม่

แล้วถ้าย้อนกลับไปในสมัยประธานป.ป.ช.คนนี้ ยังรับราชการตำรวจก็เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพล.ต.อ.พัชรวาท น้องเลิฟพล.อ.ประวิตร ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในตำแหน่งโฆษกสตช. เมื่อปี 51 โจทย์ยากจึงอยู่ที่ว่าจะอธิบายเรื่องนี้ต่อสังคมให้หายแคลงใจได้แค่ไหนว่าไม่ได้ต้องการช่วยใครเป็นพิเศษ

แล้วถ้าดูภารกิจที่แท้จริงของ ป.ป.ช. คือเร่งเคลียร์คดีโกงส่งอัยการสูงสุด ยื่นต่อศาลพิจารณา ตามนโยบายของประธานป.ป.ช. คนนี้ที่ต้องการสางคดีโกงนับหมื่นที่ค้างอยู่ให้พ้นมือโดยเร็ว

หรือการถอนฟ้องคดีที่ตัวเองเคยฟ้อง จะเป็นภารกิใหม่ที่ป.ป.ช.ไม่เคยประกาศ แต่เริ่มเดินหน้าคืนความเป็นธรรมจำเลยแล้ว โดยดึงคดีเก่ามาปัดฝุ่นล้างน้ำทั้งๆ ที่พ้นมือตัวเองไปแล้ว แสดงว่าที่ผ่านๆมา คดีที่ป.ป.ช.ฟ้องเองมีข้อบกพร่อง หรือไร้มาตรฐานใช่หรือไม่

จึงต้องจับตาว่าเร็วๆนี้ หากป.ป.ช.มีมติยื่นเรื่องถอนฟ้องคดีนี้ต่อศาลจริง คงเป็นบรรทัดฐานใหม่ให้กับองค์กร แต่คงไม่ใช่หลักประกันสร้างความเชื่อมั่นใดๆ ทั้งสิ้น ซ้ำจะยิ่งอีรุงตุงนังเข้าไปอีก ถ้าจำเลยคดีอื่นๆ ที่ป.ป.ช.สั่งฟ้องเอง กลับมาอ้างคดีนี้เป็นแบบอย่าง ถึงตอนนั้นคนที่ต้องนั่งกุมขมับ เผลอๆ จะเป็นเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. ที่จะเดินหน้าก็ไปได้ไม่สุด เพราะคดีเก่าพอกเป็นหางหมู ส่วนคดีร้องตรวจสอบใหม่ที่รับมา ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ถึงจะถูกชายตา คำครหาทำคดีชักช้าจะพะยี่ห้อปะหลังป.ป.ช. อย่างที่ผ่านมา

แต่นั่นคงไม่เท่ากับคำครหาว่าป.ป.ช.ชุดนี้ จ้องจะอุ้มใครให้พ้นคดีหรือไม่?