วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นปช.จี้กกต. แจงปมกม.ประชามติ หวั่นมีทุจริต

"จตุพร-ธิดา" จี้กกต.แจง ปมกฎหมายประชามติ ชวนประชาชนลงประชามติ หวั่นมีทุจริต วอนให้นานาชาติ ร่วมสังเกตุการณ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ ที่ปรึกษานปช. นพ.เหวง โตจินาการณ์ นายนิสิตสินธุไพร พร้อมด้วยแกนนำนปช. ร่วมแถลงข่าว

โดยนายจตุพร กล่าวว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้ เราตั้งใจว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกปปส. จัดแถลงข่าวเรื่องรัฐธรรมนูญพวกเรานปช.จะใช้สิทธิ์แถลงเช่นเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาเราได้ร้องขอมาตลอดแต่ไม่เคยได้รับสิทธิ์ โดยเรื่องของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรธ. ที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.ประชามติแล้วนั้น สังคมไทยขณะนี้กำลังอยู่ท่ามกลางความกลัวในการแสดงความคิดเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ พวกตนได้เดินทางไปที่กกต. เรียกร้องให้กกต.มีความชัดเจนในเรื่องข้อกฎหมายในการทำประชามติ​ โดยเฉพาะมาตรา 61 ที่ทางผู้นำกรธ. และสนช. อธิบายแตกต่างกันจนประชาชนสับสนว่า เรายังสามารถพูดเรื่องรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

ทั้งนี้ในมาตรา 61 ของพ.ร.บ.ประชามติ วรรคท้าย ระบุว่า “ผู้ใดดำเนินการเผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสื่อพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” มีโทษจำคุกไม่เกิน10 ปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท ทั้งนี้ศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี”

นายจตุพร กล่าวว่า ที่เราร้องขอ เพราะการใช้คำว่า “ก้าวร้าว หยาบคาย รุนแรง ข่มขู่” เป็นการเขียนกฎหมายที่ครอบจักรวาล สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นกับประชาชน และไม่มีมาตรวัดเลยว่า วาจาที่ก้าวร้าว รุนแรง นั้นคืออย่างใด ซึ่งถ้าวัดกันแบบนี้ก็เข้าได้ทุกคน เช่น คำว่า “หยาบคาย” เราจะเอามาตรวัดอะไรมาวัดกริยาเอากริยาของท่านผู้นำเป็นหลักใช่หรือไม่ ไม่มีใครเขียนกฎหมายกันแบบนี้มาก่อน การที่สนช.เขียนกฎหมายที่มีลักษณะข้อห้ามเป็นนามธรรมเช่นนี้ ทางกกต.จะต้องทำให้เกิดความชัดเจน และในสัปดาห์หน้า หากยังไม่มีความชัดเจน พวกตนก็จะเดินทางไปกกต.อีกครั้ง

ส่วนเรื่องการแสดงความเห็นเรื่องรับ-ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญพวกตนได้แสดงความเห็นส่วนตัวไป แต่ไม่ได้ไปชักจูงใคร บรรยากาศการทำประชามติต้องไม่อยู่ในบรรยากาศของความกลัว ที่กลัวแม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็น ถ้าเป็นแบบนี้ คสช.ยกเลิกการทำประชามติเสีย รวมถึงการไม่ไว้เนื้อเชื่อใจที่จะให้การทำประชามติเป็นไปอย่างสุจริต เที่ยงธรรมตามความฝันของกกต. ในทางปฏิบัติแล้วสามารถเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้น เพื่อความสบายใจของทุกฝ่ายกกต. และผู้มีอำนาจควรเปิดกว้างให้ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) หรือองค์กรใดๆก็ตามในระดับนานาชาติมาสังเกตการณ์ในการลงประชามติอย่างเปิดเผย ซึ่งเป็นเรื่องของความสุจริต โปร่งใสและความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่ไม่ว่ารัฐหรือประชาชนต้องมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบ

นายจตุพร กล่าวต่อว่า ขอฝากไปยังประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากพบการทุจริตให้แจ้งมายังนปช. เพื่อนปช.จะได้ดำเนินการเอาผิด เราต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ กกต.ก็ทำหน้าที่ รัฐก็ทำหน้าที่ ประชาชนก็ทำหน้าที่ และวันที่ 7สิงหาคมนี้ เราต้องออกไปทำประชามติกันเยอะๆ ให้เสียงท่วมท้น และช่วยกันเป็นหูเป็นตาในทุกหน่วยที่มีการลงประชามติ ขอให้อยู่กันตั้งแต่เริ่มจนนับคะแนนเสร็จสิ้น เพราะบทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 50 คือเกิดการทุจริตขึ้นมากมาย แต่ขณะนั้นเราต้องการการเลือกตั้ง จนลืมตรวจสอบการทุจริตตรงนั้น แต่ครั้งนี้เราจะไม่ยอม หน่วยเดียวก็ไม่ยอม ตนเห็นว่าประชาชนที่จะมีสิทธิแสดงความเห็น และพูดคุยกันภายใต้เนื้อหาของรัฐธรรมนูญนี้ได้

“วันนี้นายสุเทพ แถลงข่าวโดยมีการถ่ายทอดสด แต่พวกตนไม่ถ่ายทอด เพราะเราต้องการให้ประชาชนคนไทยฟังนายสุเทพให้จบก่อน พวกเราต้องการรักษาบรรยากาศ ไม่ต้องการซ้ำเติมประเทศที่มีทุกข์ยากจากภัยเศรษฐกิจอยู่แล้ว ไปจนถึงวันเวลาที่ต้องไปทำประชามติ ตนไม่อยากให้เกิดบรรยากาศว่าใครไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นคนอื่น เพราะรับ หรือไม่รับถือเป็นสิทธิ์ และอีกไม่กี่วันผมจะประกาศตั้งตู้ ปณ. ซึ่งหากประชาชนพบการทุจริตในการลงประชามติให้ส่งหลักฐานมายังพวกผม แล้วพวกผมจะส่งไปยังกกต.อีกครั้งหนึ่ง” นายจตุพร กล่าว

ด้านนางธิดา กล่าวว่า ผลที่อาจจะเกิดขึ้นถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ คือ 1.ระบบการเลือกตั้ง พรรคการเมืองใหญ่ได้จำนวนส.ส. ไม่ทิ้งห่างกันมาก แต่พรรคขนาดกลางจะได้สส. มากขึ้นนำไปสู่รัฐบาลผสม 2.มีโอกาสได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนนอกไม่ใช่ส.ส. 3.ได้ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งสรรหา,เลือกกันเองโดยคสช. ซึ่งจะสามารถยับยั้งการแก้กฎหมาย การแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร การแทรกแซงและลดทอนอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารของประชาชน 4.ส.ว.เหล่านี้มีอำนาจแต่งตั้งและรับรององค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน 5.ส.ว.แต่งตั้งตามบทเฉพาะกาลเหล่านี้ 250 คน ซึ่งมีผู้บัญชาการเหล่าทัพ ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการตำรวจ รวม 6 ตำแหน่งร่วมกับส.ว.แต่งตั้งอื่นๆจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ร่วมกับส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ

นางธิดา กล่าวว่า 6.องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่ 4 (นอกเหนือไปจากอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ) ที่จะสามารถดำเนินที่จะสามารถดำเนินการกับนักการเมืองฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารให้ถูกลงโทษถอดถอนง่ายดาย 7.พรรคการเมืองที่มีชัยชนะในการเลือกตั้งจะไม่สามารถดำเนินนโยบายได้ โดยไม่ผ่านความเห็นชอบขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ 8.โดยที่ในเบื้องต้นจะได้รัฐบาลผสม ที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพ ไม่มีอำนาจที่จะทำตามนโยบายของตนเอง ต้องทำตามการควบคุมขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จากนั้นรัฐบาลผสมจะมีอายุสั้นมากๆ ก็เข้าสู่วิกฤตที่ต้องเอาคนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ได้นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่แรกหลังการเลือกตั้งใหม่ๆ

นางธิดา กล่าวต่อว่า 9.คสช.และกองทัพมีอำนาจต่อเนื่องปกครองประเทศจากการที่มี ส.ว.แต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปยุทธศาสตร์ 20 ปี เนื้อหารัฐธรรมนูญและบทเฉพาะกาลที่ทำให้มีรัฐบาลผสมและการมีนายกรัฐมนตรีคนนอก 10.การเมืองการปกครองยังไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงมีลักษณะอนุรักษ์นิยม อำนาจนิยม รัฐข้าราชการรวมศูนย์ เป็นระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ได้เป็นใหญ่ (ตามคำกล่าวของนายมีชัย) 11.เศรษฐกิจไทยถดถอยเข้าสู่มุมอับมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเมืองไม่มีเสถียรภาพและถูกต่อต้านจากประเทศเสรีประชาธิปไตย มีปัญหาการลงทุนธุรกิจจากต่างประเทศและการส่งออก สถานการณ์เศรษฐกิจยิ่งทรุดตัวลง และความไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน ภัยแล้ง ปัญหาเศรษฐกิจจะรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งที่ผ่านมา

นางธิดา กล่าวอีกว่า 12.ประชาชนถูกลดสิทธิเสรีภาพมากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับก่อน โดยอ้างปัญหาความสงบเรียบร้อยความมั่นคงความปลอดภัย ศีลธรรมอันดีเป็นข้อจำกัด รวมทั้งคุ้มครองประกาศ คำสั่งคสช. รัฐธรรมนูญชั่วคราวที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพให้ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ สิทธิทางการศึกษา(ยกเลิกเรียนฟรีชั้นมัธยมปลาย) และสิทธิสาธารณสุขจะถูกลดทอนเป็นสิทธิของผู้ยากไร้ตามกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่ไม่ใช่เศรษฐีก้าวหน้า และตัดคำว่า“เสมอกัน” “ได้มาตรฐาน” “สวัสดิการจากรัฐ” สำหรับสิทธิบริการสาธารณสุขของประชาชน 13.องค์กรอำนาจสูงสุดในการพิจารณากรณีวิกฤต และไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับไว้คือ องค์กรที่มีประธานศาลต่างๆ และประธานองค์กรอิสระเป็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งองค์กรเหล่านี้ไม่ยึดโยงกับประชาชนแต่อย่างใด ซ้ำบางกรณีให้ปลัดกระทรวงเป็นรัฐมนตรีรักษาการได้ด้วย นี่เท่ากับเป็นการแก้วิกฤตโดยมิได้ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน และ 14.ความขัดแย้งจะขยายตัวมากขึ้นถ้ามีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ อันเนื่องมาจากปัญหาเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำให้การเมืองการปกครองถอยหลัง ไม่อาจจัดเป็นการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้โดยแท้จริง เพียงแต่มีการเลือกตั้งส.ส. จากประชาชนเท่านั้น

อย่างไรก็ตามเมื่อคำนึงถึงบทเฉพาะกาลที่รักษาอำนาจคำสั่งต่างๆของคสช. และธรรมนูญชั่วคราวทับซ้อนกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ และมีส.ว.แต่งตั้งทั้งหมดในจำนวนกึ่งหนึ่งของส.ส. ซ้ำตามด้วยคำถามพ่วงรัฐธรรมนูญก็ประสงค์ให้ส.ว. แต่งตั้งมีอำนาจร่วมโหวตนายกรัฐมนตรี สุดท้ายผนวกกับกระบวนการการทำประชามติที่ไม่เป็นไปตามหลักสากลที่ต้องอนุญาตให้มีการรณรงค์อย่างเสรี แสดงความคิดเห็นต่างได้อย่างเต็มที่ จะทำให้ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาและกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญไม่อาจยอมรับกระบวนการทำประชามติได้ ความขัดแย้งเดิมที่มีอยู่ก็อาจจะถูกยกระดับสูงขึ้นจนเกินคาด นปช. จึงไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ผ่านประชามติและขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกฝ่ายใช้ความคิดพิจารณาให้รอบคอบ ให้การทำประชามติสะท้อนความเป็นจริง โดยไม่มีอำนาจรัฐมาบังคับ ขอให้เรามองไปข้างหน้าว่าการเมืองของเราต้องการระบอบอะไร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแถลงข่าวในครั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนมาสังเกตุการณ์บริเวณรอบสถานที่จัดแถลงข่าวด้วย โดยนายจตุพร ได้กล่าวขณะแถลงว่า เจ้าหน้าที่ทหารสามารถมาร่วมฟังการแถลงข่าวได้ เพราะท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน