ปิดฉาก 'บรรหาร ศิลปอาชา' มังกรการเมือง

 ปิดฉาก 'บรรหาร ศิลปอาชา' มังกรการเมือง

(รายงาน) ปิดฉาก “บรรหาร ศิลปอาชา” มังกรการเมือง

เมื่อเช้ามืดของวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้สูญเสียบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่าง “บรรหาร ศิลปอาชา” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทยไปอย่างไม่มีวันกลับ

ชายร่างเล็กแต่ยิ่งใหญ่ผู้นี้มีฉายาที่หลากหลายแต่ล้วนสะท้อนความเป็นตัวตนของเขาเป็นอย่างดี ไม่ว่า “มังกรสุพรรณ” ที่ฉายถึงตัวตนความเป็นลูกจีนที่มายิ่งใหญ่และเติบโตที่สุพรรณบุรี จน “สุพรรณบุรี” เจริญก้าวหน้าล้ำกว่าจังหวัดอื่นๆอย่างทาบไม่ติด  หลายคนถึงกับเรียกเชิงเปรียบเทียบว่าเป็น “บรรหารบุรี”ด้วยซ้ำไป

หรือฉายา “หลงจู๊” ก็แสดถึงบุคลิการบริหารงานของเขาที่ เหมือนเป็นเถ้าแก่ คอยดูแลตรวจตราสั่งงาน ล้วงลูก ล้วงงานทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ งานพรรค หรือกระทั่งยามเป็นนายกรัฐมนตรี

“เติ้ง เสี่ยว หาร” ก็เป็นอีกฉายาที่แสดงตัวตนและเปรียบเทียบได้เป็นอย่างดี เพราะฉายานี้ล้อมาจาก “เติ้ง เสี่ยง ผิง” อดีตประธานาธิบดีจีน ที่แม้จะเป็นรูปร่างไม่ใหญ่โต แต่บารมีและความเก่งกาจของเขานั้นไม่ได้เล็กตามไปด้วย

“บรรหาร” นั้นตามเว็บไซต์ของ “ทำเนียบรัฐบาล”ระบุว่าเขาเกิดเมื่อวันที่  19 ธ.ค. 2475  ปีที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย  เขา เป็นบุตรของนายเซ่งกิมและนางสายเอ่ง แซ่เบ๊ เจ้าของร้าน “ย่ง หยู ฮง” ในตลาดจังหวัดสุพรรณบุรีจำหน่ายสินค้าต่างๆ

เขสเป็นบุตรคนที่ 4 ของตระกูล โดยพี่น้องร่วมสายเลือดที่มีชื่อเสียงชื่อ “ชุมพล ศิลปอาชา” ซึ่งเป็นน้องคนสุดท้อง  

 ด้านการศึกษานั้น เขาเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนประทีปวิทยาลัย จังหวัดสุพรรณบุรี เนื่องจากเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงพักการเรียนไปชั่วขณะหนึ่ง โดยหันไปทำกิจการของตนเอง และได้เรียนภาษาจีนไปด้วย 

จากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่กรุงเทพการบัญชีวิทยาลัย และฝึกงานด้านส่งสินค้าและการก่อสร้างกับ นายสมบูรณ์ ศิลปอาชา ผู้เป็นพี่ชาย ต่อมาเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างเป็นของตัวเองในชื่อ “สหะศรีชัยก่อสร้าง”  อีกทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายคลอรีนให้กับการประปาส่วนภูมิภาค  และนี่เองที่เป็นธุรกิจที่สร้างความร่ำรวยให้กับเขา 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเป็นนักการเมือง เขาก็ยังสนใจที่จะเรียนหนังสือต่อ โดยได้เข้าศึกษาต่อคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2529 ต่อมาได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อปี พ.ศ. 2531 และศึกษาต่อจนสำเร็จนิติศาสตร์มหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมทั้งได้รับปริญญาครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา

ด้านครอบครัว เขาได้สมรสกับ “แจ่มใส ศิลปอาชา” เมื่อปี 2505   และ “คุณหญิงแจ่มใส” นี่เองที่เป็นคู่ชีวิต และสร้างช่อเสียงมาด้วยกัน  ชื่อ “บรรหาร  - แจ่มใส” อยู่เคียงคู่กันตลอด ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน “บรรหารแจ่มใสวิทยา” ที่มีถึง 7 แห่ง หรือ  “หอคอย บรรหาร - แจ่มใส” ที่ จ.สุพรรณบุรี

ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน สามคนคือ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หรือที่รู้จักกันในนาม “หนูนา”  น.ส.ปาริชาติ ศิลปอาชา และ นายวราวุธ ศิลปอาชา หรือ “ลูกท็อป” 

นายบรรหาร ก้าวเข้าสู่การเมืองเมื่อปี 2517 โดย การชักชวนของนายบุญเอื้อ ประเสริฐสุวรรณ ตั้งแต่มีการก่อตั้งพรรคชาติไทย และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้รับแต่งตั้งเป็น ส.ว. ในปี 2518 

ในปี 2519 เขาก็ได้เป็น ส.ส. สมัยแรก ที่บ้านเกิด จ.สุพรรณบุรีนั่นเอง และจกนั้นเขาก็ได้เป็น ส.ส. สุพรรณบุรีแบบผูกขาด  และแค่สมัยแรก เขาก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

ในปี 2523 เขาก็ได้เป็นเลขาธิการพรรคชาติไทย และในปีเดียวกันนั้นเขาได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี และในปี 2529 เขาก็ได้เป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงคมนาคมในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม เช่นเดียวกัน

ต่อมาในสมัยรัฐบาล พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ปี 2531 เขาก็ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสหากรรม  และปี 2533 เขาก็ได้ก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และในปลายปีนั้นเองเขาก็เปลี่ยนตำแหน่มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 

กระทั่งมีการยึดอำนาจปี 2534 และมีการเลือกตั้งใน ปี 2535  พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้เป็นนายกรัฐมนตรี “บรรหาร” ก็ยังได้รับตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แต่ก็อยู่ได้เพียงสั้นๆเนื่องจาก พล.อ.สุจินดาต้องลาออกไป จากวิกฤตการเมือง

ในปี 2537 เขาก็ได้ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย โดย เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร สมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย 

จากนั้นเมื่อมีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งมรปี 2538 พรรคชาติไทยก็ได้เสียงมากที่สุดในสภาและเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล เขาจึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 ของประเทศไทย  แต่อยู่ได้เพียง 1 ปีกว่าๆ ก็ต้องยุบสภา เนื่องจากถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าบริหารประเทศไม่มีประสิทธิภาพ  แต่ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงมากที่สุดคือ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในสมัยนั้นได้อ้างเอกสารว่าเป็น “ใบเกิด” ของนายบรรหารระบุว่าไม่ได้มีสัญชาติไทยโดยกำเนิด และขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ ซึ่งต่อมามีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเอกสารเท็จหรือไม่ อย่างไรก็ตาม พรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น คือพรรคความหวังใหม่ พรรคนำไทย และพรรคมวลชน ขอให้เขาลาออก เขาจึงตัดสินใจยุบสภาในที่สุด 

ทั้งนี้ช่วงที่เขาเป็นนายกฯนั้นเองได้เปิดทางให้มีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดให้มี ส.ส.ร. และ เป็นที่มาของการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงพูดได้ว่าการปฏิรูปการเมืองเริ่มขึ้นในสมัยนายบรรหารนั่นเอง 

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเมื่อมีการเลือกตั้ง พรรคความหวังใหม่ได้เป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคชาติไทยก็ยังได้ร่วมรัฐบาล หรือแม้จะเปลี่ยนนายกฯจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายชวน หลีกภัย พรรคชาติไทยก็มีชื่อร่วมรัฐบาล

ทั้งนี้หลังจากใช้รัฐธรรมนูญ 2540 พรรคไทยรักไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล พรรคชาติไทยก็ยังได้เป็นรัฐบาลและได้คุมกระทรวงหลักที่คุ้นเคยคือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยงและกีฬา 

ตลอดเวลาช่วงหลังแม้เขาจะไม่เป็นรัฐมนตรีเนื่องจากเคยก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดมาแล้ว แต่เขาก็ยืนยันที่ลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขตที่ จ.สุพรรณบุรี และได้รับเลือกตั้งทุกครั้ง  โดยในปี 2550 เขาได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยคะแนนสูงที่สุดในประเทศ

ต่อมาในปี 2551 พรรค “ชาติไทย” ก็ถูกยุบพรรค เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยในวันตัดสินยุบพรรคเขาถึงกับเสียงสั่นเครือของความเมตตาจากศาล แต่ก็ไม่เป็นผล และในวันปิดผ้าดำคลุมป้ายพรรคชาติไทยเขาก็ถึงกับหลั่งน้ำตา และในการยุบพรรคครั้งนี้เขาก็ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองด้วย

แต่หลังจากนั้นไม่นานพรรคชาติไทยก็กลับมาใหม่ในนามพรรค “ชาติไทยพัฒนา”  และแม้เขาจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง แต่ทุกคนก็รู้กันว่าใครคือหัวหน้าพรรคตัวจริง

และเมื่พ้นโทษเขาก็มาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค และในทุกรัฐบาลก็จะมีชื่อของพรรคชาติไทยพัฒนาร่วมเป็นรัฐบาลอยู่ด้วย และเขาก็ไม่เคยปิดบังว่าไม่ต้องการเป็นรัฐบาลถึงขั้นเคยกล่าวว่า “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง”

เนื่องด้วยการอยู่ได้กับทุกรัฐบาลนี่เอง พรรคของเขาจึงได้ฉายาว่า “ปลาไหล” แต่ในอีกมุมหนึ่ง เขาก็เป็นมิตรกับทุกคนทุกพรรค แม้แต่พรรคไทยรักไทยที่เป็นพรรคใหญ่ที่สุดช่วงหนึ่งถึงขาดที่ไม่ต้องการพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็ยังเกรงใจและเชิญพรรคชาติไทยมาเป็นรัฐบาลด้วยด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะเป็นคนเก่ง เป็นคนทำงานเป็นมือประสาน

“บรรหาร” เคยบอกว่าเลือกตั้งครั้งหน้าเขาก็ยังจะสมัครรับเลือกตั้ง

แต่แล้วเมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมาเขาก็ถูกพาส่งโรงพยาบาลด้วยโรคภูมิแพ้ และสิ้นลมเมื่อเวลา 04.42 น. ของวันที่ 23 เม.ย. 2559 อายุรวม 83 ปี  อยู่ไม่ถึงเลือกตั้งครั้งต่อไป  พร้อมๆกับปิดตำนาน “มังกรเมืองสุพรรณ” ลง

ชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี

“ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวศิลปอาชาด้วย ผมได้ติดตามอาการของท่านตั้วแต่วันแรกแล้ว โดยสอบถามจากคุณนิกรจำนง ตั้งแต่วันแรกที่เข้า รพ. ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าอาการมากน้อยแค่ไหน ช่วงหลังพบกับนายบรรหาร ตามงานศพและงานแต่ง เห็นว่าท่านผอมลงไปมากจากเดิมก็เคยสอบถามท่านหลายครั้งว่าเป็นอะไร ท่านก็บอกแข็งแรงดี ก็ขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ด้วย”

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"ดิฉันได้ทราบข่าวการจากไปของท่านบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นับเป็นการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ ตั้งแต่รู้จักท่านมานานหลายปีท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นที่รักนับถือของทุกคนและเป็นกันเอง จำได้เมื่อครั้งตอนดิฉันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านบรรหารก็พาชมบึงฉวากและสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆของจังหวัดด้วยด้วยตัวเอง

ตลอดระยะเวลาในการทำงานบนเส้นทางสายการเมืองของท่าน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านก็เป็นคนที่มุ่งมั่น ทุ่มเท ใส่ใจดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง พัฒนาและสร้างความเจริญในแต่ละพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่ทำคุณูปการให้กับประเทศมากมาย และท่านยังเป็นผู้ใหญ่ที่หลายต่อหลายคนเคารพนับถือทั้งในพรรคและต่างพรรคอีกด้วย"

“ในโอกาสนี้ดิฉันของแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง กับครอบครัว”ศิลปอาชา” สมาชิกพรรคชาติไทยพัฒนาและพี่น้องชาวจังหวัดสุพรรณบุรีต่อการถึงอสัญกรรมของท่านบรรหารด้วยนะคะ และขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงนำดวงวิญญานของท่านไปสู่สุคติด้วยค่ะ”

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ที่ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา

ผมขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่งกับครอบครัวศิลปอาชา ที่ต้องสูญเสียนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯส่วนตัวผมถือว่าท่านบรรหารเป็นผู้ใหญ่ทางการเมือง และที่ผ่านมาได้ทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศไว้จำนวนมาก ดังนั้นการสูญเสียนายบรรหารไปนั้น ถือเป็นการสูญเสียผู้ใหญ่ทางการเมืองที่สำคัญคนหนึ่ง

สำหรับท่านบรรหาร ผมยกให้เป็นแบบอย่างของความเป็นผู้แทนราษฎรที่ดี ที่มีความเอาใจใส่พื้นที่ ซึ่งเห็นได้จากการผลักดันการพัฒนา และความเจริญในด้านโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัด ซึ่งท่านบรรหาร มาจากจังหวัดสุพรรณบุรี จะเห็นได้ว่าท่านเอาใจใส่เป็นอย่างดี ขณะที่การทำงาน ผมยกให้เป็นคนทำงานต้นแบบ โดยในช่วงปี 2535 ที่ท่านบรรหาร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผมเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านบรรหาร ซึ่งท่านได้ให้ความเมตตา ให้ความรู้ และคำแนะนำต่างๆ ฐานะผู้ใหญ่

“ช่วงที่พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา ยังอยู่ ท่านได้กล่าวชื่นชมท่านบรรหารให้ผมฟังเสมอๆ ว่า ช่วงที่พล.อ.ชาติชาย เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย และมีท่านบรรหารเป็นเลขาธิการพรรค ถือเป็นยุคที่ทำงานสบาย เพราะท่านบรรหารเป็นเลขาธิการพรรคที่ดีที่สุด เป็นคนเก่ง เป็นคนขยัน ซึ่งจุดนี้ผมถือว่าจะเป็นสิ่งที่นักการเมืองรุ่นหลังควรจะได้ศึกษาและนำไปเป็นแบบอย่าง”

เดโช สวนานนท์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540

“ผมขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของท่านบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ในระยะการทำงานที่ผ่านมา ผมถือว่าท่านบรรหารถือเป็นผู้ที่มีคุณูปการต่อประเทศอย่างใหญ่หลวง โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปการเมือง ที่สามารถพลิกจากหน้ามือเป็นหน้ามือ คือความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ซึ่ง ส.ส.ร. ปี2539 ที่ท่านบรรหาร ได้แต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ถือเป็นคณะที่ทำร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกยกย่องว่าเป็นต้นแบบแนวทางประชาธิปไตยโดยประชาชน ซึ่งหากไม่มีท่านบรรหารทำในวันนั้น จะไม่มีทางสำเร็จโดยเด็ดขาด ดังนั้นสิ่งนี้ต้องจารึกไว้ในหัวใจนักประชาธิปไตย

ท่านบรรหาร ถือเป็นยอดนักการเมือง เห็นประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง และ ยึดถือสัจจะ รวมถึงเป็นนักประชาธิปไตยด้วยหัวใจอย่างแท้จริง มีความเชื่อมั่นในประชาชน โดยการทำงานที่ผ่านมาท่านบรรหารถือเป็นต้นแบบของนักการเมือง เป็นยอดนักประนีประณอม แม้ใครหลายคนจะกล่าวขานท่านในฉายาอื่นๆ ก็ตาม สิ่งที่ชี้ให้เห็นก็คือ สามารถทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง และไม่ถือว่านักการเมืองคนใด หรือพรรคการเมืองไหนเป็นศัตรู จุดนี้ ผมขอยกให้ท่านบรรหารเป็นยอดนักการเมืองตัวจริง"

สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานักการเมืองอาวุโสท่านนี้ได้สร้างคุณูปการให้กับประเทศชาติมากมายหลายเรื่อง จึงขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวศิลปอาชาในการสูญเสียครั้งสำคัญนี้ เชื่อว่าความดีที่ท่านได้ทำไว้จะเป็นที่จดจำของประชาชนคนไทย”

นายกฤษกร ศิลารักษ์ ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน

เมื่อปี 2539 ในคราวที่บรรหาร ศิลปอาชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เป็นผู้ที่เปิดตึกสันติไมตรี เจรจากับสมัชชาคนจน โดยนายกรัฐมนตรีท่านนี้ได้ให้นโยบายต่อการแก้ไขปัญหาของคนจน โดยให้ใช้ “ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นตัวตั้ง” ทำให้การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ลุล่วงเป็นรูปธรรมหลายกรณี ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปในครั้งนี้