"ผช.ผจก. ธกส.”เบิกความปมจำข้าวนัดที่ 7 เผยรายงานปิดบัญชีพบโครงการใช้เงินเกินกรอบ ส่วนธกส.ยังมีหนี้ค้างชำระกว่า 5 แสนลบ. ดอกเบี้ยวันละ 36 ลบ.
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะรวม 9 คนไต่สวนพยานโจทก์ครั้งที่ 7 คดีโครงการรับจำนำข้าว หมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ก่อนเริ่มการไต่สวน ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายก ฯ จำเลยได้แถลงต่อศาล ว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ พยานโจทก์ที่เคยเบิกความแล้วในคดีนี้ ได้ให้สัมภาษณ์ ถึงคดีจำนำข้าวลักษณะชี้นำผ่านสื่อออนไลน์ จึงขอให้ศาลเรียก นพ. วรงค์ มาไต่สวนหรือกำชับหรือดำเนินการตามที่ศาลเห็นสมควร องค์คณะฯ พิจารณาแล้วเห็นว่า ในวันที่ 27 เม.ย.นี้ นพ.วรงค์ ต้องเดินทางมาพยานไต่สวนคดีระบายข้าวจีทูจีนัดแรก ที่มีนายบุญทรงกับพวกเป็นจำเลย ดังนั้น ศาลจะกำชับเรื่องการให้สัมภาษณ์สื่อในประเด็นดังกล่าวอีกครั้ง
ต่อมา อัยการโจทก์ จึงได้นำนายสุพัฒน์ เอี้ยวฉาย ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อายุ 58 ปี ไต่สวนเพียงปากเดียว ระบุว่า พยาน ก็เป็นหนึ่งในอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าวชุดที่ คสช.แต่งตั้ง ซึ่งโครงการรับจำนำข้าวใช้เงินในโครงการรวม 5 ฤดูการผลิต 878,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวนี้ยังไม่รวมดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายอื่นๆเช่นค่าดูแลคุณภาพข้าว หากมีการรวมยอดปิดบัญชีจนถึงวันที่ 30 ก.ย.57 โครงการจะมีวงเงินใช้จ่ายประมาณ 941,000 ล้านบาทเศษ โดยกรองวงเงินโครงการจำนำข้าวตามมติ ครม.รัฐบาลจำเลย ให้ใช้วงเงิน 410,000 ล้านบาท กับวงเงินกู้ของ ธกส. 9 หมื่นล้านบาท รวมวงเงิน 500,000 ล้านบาท โดยช่วง 2 ปีแรกของโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลยังใช้เงินน้อยกว่ากรอบวงเงินที่ได้กำหนดไว้ แต่ภายหลังมีการรับจำนำข้าวแบบต่อเนื่องก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้แหล่งเงินกู้มากขึ้น ซึ่งมีการนำเงินระบายข้าวมาใช้หมุนเวียนด้วย กรอบวงเงินการใช้โครงการจึงสูงขึ้น
ขณะที่จากการตรวจสอบบัญชีเงินกู้ของ ธกส. จนถึงเดือน มี.ค.59 ยังมีหนี้ค้างในโครงการอยู่ 536,000 ล้านบาทเศษ โดยคิดเป็นดอกเบี้ยวันละ 36 ล้านบาทเศษซึ่งต้องชำระจนกว่าจะชำระเงินกู้หมด ส่วนข้าวในโครงการที่ขณะนี้รอการระบาย มีประมาณ 12 ล้านตัน โดยเท่าพยานเคยร่วมประชุมนโยบายข้าวของรัฐบาลจำเลย ไม่ได้กำหนดกรอบระยะเวลาการระบายข้าวชัดเจนและไม่ได้มีการพูดถึงการระบายข้าวแบบจีทูจีแต่อย่างใด แต่ภายหลังกระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เสนอกรอบระยะเวลาระบายข้าวให้ดำเนินการภายใน 1 ปี ซึ่งเป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปเร่งรัดกันเอง แต่ระหว่างนี้ต้องมีค่าใช้จ่ายค่าเช่าโกดังเก็บและค่าดูแลคุณภาพข้าวด้วย สำหรับราคาการรับจำนำข้าวเปลือก และข้าวสารต่อตันในรัฐบาลของจำเลยนั้นมีราคาสูง 15,000 บาท/ตัน และ 20,000 บาท/ตัน โดยการระบายข้าวที่ได้มูลค่าน้อยเนื่องจากปัจจัยราคาขายตามกลไกตลาดโลก ขณะที่ราคาข้าวที่รัฐบาลรับจำนำนั้นมีส่วนต่างจากราคาตลาดเกือบถึง 50 %
ขณะที่นายสุพัฒน์ ได้ตอบการซักค้านของทนายความจำเลย สรุปว่า ธกส.เป็นหน่วยงานหลักในฐานะผู้ปฎิบัติตามนโยบายโครงการจำนำข้าวโดยมีหน้าที่จ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่มีใบประทวนในแต่ไม่รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการในนโยบายข้าว เพียงแต่ถูกเชิญให้เข้าร่วมประชุมเท่านั้น ขณะที่เมื่อดำเนินโครงการแล้วเริ่มมีแนวโน้มว่าจะใช้เงินเกินกรอบที่กำหนดไว้ ธกส. เคยเสนอให้ปรับลดราคาจำนำข้าวเปลือกจาก 15,000 บาท/ตัน เหลือ 12,000 บาท/ตัน รวมทั้งยังเสนอให้ปรับลดการจำนำข้าวต่อรายละไม่เกิน 500,000 บาท และยังขอให้ชะลอการจ่ายเงินตามใบประทวน ที่ประชุมได้นำข้อเสนอนี้ต่อ ครม.แต่ครม.มีมติอนุมัติให้ลดการจำนำต่อรายละไม่เกิน 500,000 บาทเพียงประเด็นเดียว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากการไต่สวนพยานปากนายสุพัฒน์นี้ อัยการโจทก์ ได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นการเงินก่อนวันไต่สวนนี้ ซึ่งทนายจำเลยได้ขอเวลาศึกษาและตรวจสอบเอกสารดังกล่าว เพื่อซักถามพยานปากนี้เพิ่ม ศาลจึงนัดไต่สวน นายสุพัฒน์ ผช.ผจก.ธกส.อีกครั้งในวันที่ 13 พ.ค. นี้ เวลา 09.00 น.
ทั้งนี้ องค์คณะฯ ยังพิจารณาคำร้อง ที่ทนายความจำเลย ขอยกเลิกนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งที่ 1 และ 2 ในวันที่ 17 และ 24 มิ.ย.นี้ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาตรวจสอบคำเบิกความพยานที่โจทก์ เคยยื่นเพิ่มเติมกว่า 60,000แผ่น โดยทนายความจำเลยยืนยันจะบริหารเวลาไต่สวนพยานเพื่อให้ทันกำหนดที่ศาลให้เสร็จสิ้นพยานจำเลยในวันที่ 3 ก.พ.60 ด้วย ศาลจึงเห็นว่า เมื่อจำเลยยืนยันจะบริหารเวลาไต่สวนพยานให้ทันตามกำหนด และอัยการโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลจึงให้โอกาสจำเลยได้ต่อสู้เต็มที่ โดยให้เริ่มไต่สวนพยานจำเลยนัดแรก วันที่ 8 ก.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการไต่สวนคดีจำนำข้าวในวันนี้ กลุ่มอดีตรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.เพื่อไทย รวมทั้งมวลชน ยังคงเดินทางมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ อย่างคับคั่งเหมือนทุกครั้ง ท่ามกลางการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ รปภ.ศาลอย่างเข้มงวด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีจำนำข้าวนี้ อัยการ โจทก์ ได้นำพยานเข้าไต่สวน 6 นัดแล้ว รวม 11 ปาก ประกอบด้วย นายนพดล ทิพยวาน บก.ข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 7 , นายนิพนธ์ พัวพงศกร อดีตประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) , น.ส.แน่งน้อย เจริญทวีทรัพย์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งเป็นนักวิชาชีพการตรวจสอบบัญชี , น..ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว , นายวิชัย ศรีประเสริฐ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย , นายระวี รุ่งเรือง เครือข่ายแกนนำชาวนา , นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผู้ที่เคยอภิปรายการทุจริตโครงการจำนำข้าวในสภา , นายวิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. , น.ส.ศิรสา กันต์พิทยา อดีตรอง ผอ.สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ( สบน.) , พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี อดีตประธานคณะอนุกรรมาธิการติดตามตรวจสอบการระบายข้าวรัฐบาล ในคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา และนายประจักษ์ บุญยัง รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน





