background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

เปิดข้อพิรุธคดีเฟอร์รารี่ชนตำรวจ

เปิดข้อพิรุธคดีเฟอร์รารี่ชนตำรวจ

(รายงาน) เปิดพิรุธคดีเฟอร์รารี่ชนตำรวจ ไม่อ้างสารเสพติดในผลเลือดผู้ต้องหา

ตำรวจ 9 นาย ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาข้อบกพร่องย้อนหลัง กรณีมีการกล่าวหาว่ายื้อคดีเอื้อประโยชน์ให้นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส ผู้ต้องหาในคดีขับรถเฟอร์รารี่ชนรถจักรยานยนต์ซึ่งมี ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป. สน.ทองหล่อ จนเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อปี 2555 ยังคงต้องลุ้นกันต่อ เพราะขณะนี้เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกองคดีอาญา สำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้เวลาจะผ่านมาระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ตาม

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 05.20 น. วันที่ 3 กันยายน 2555 บริเวณปากซอยสุขุมวิท 47 ท้องที่รับผิดชอบ สน.ทองหล่อ ซึ่งหลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ในขณะนั้นมีท่าทีแข็งขันประกาศเดินหน้าเอาผิดกับผู้ต้องหาอย่างเต็มที่ มีการเอาผิดกับตำรวจระดับสารวัตรรายหนึ่งที่มีการระบุถึงว่ามีท่าทีในลักษณะให้การช่วยเหลือทายาทตระกูลดังรายนี้ ขณะนั้นเหตุการณ์นี้กลายเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในความสนใจของสังคม แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องราวก็เงียบลง ไปพร้อมกับกระแสข่าวมีนายตำรวจใหญ่เดินทางไปชมการแข่งขันรถยนต์ความเร็วสูงในต่างประเทศ
แต่หลังจากเกิดคดีนักธุรกิจนำเข้ารถยนต์ขับรถเบนซ์ชนนักศึกษาระดับปริญญาโทเสียชีวิต 2 ราย ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ ก็เกิดการขุดคุ้ยคดีทายาทตระกูลอยู่วิทยาขับรถชนตำรวจเสียชีวิตขึ้นมาจนกลายเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร.ในฐานะควบคุมงานสอบสวน และ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ตรวจสอบความคืบหน้าคดีนี้อีกครั้ง ซึ่งพบว่าในบางข้อหาที่มีการแจ้งดำเนินคดีไว้หมดอายุความ ซึ่งทั้ง พล.ต.อ.พงศพัศ และ พล.ต.ท.ศานิตย์ ให้ข้อมูลตรงกันว่าเมื่อตรวจสอบรายละเอียดในการทำสำนวนแล้วพบข้อพิรุธหลายอย่าง และสงสัยในพฤติการณ์ของพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้ในหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้อหาขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายมีการสรุปความเห็นในลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหา

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงานการสอบสวนคดีจราจรที่ 632/2555 ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำเสนอต่อผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 ซึ่งคดีนี้มี พ.ต.ท.วิรดล ทับทิมดี พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เป็นผู้กล่าวหา มีนายวรยุทธ อยู่วิทยา ผู้ขับขี่รถเฟอร์รารี่ เป็นผู้ต้องหาที่ 1 มี ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งเสียชีวิต เป็นผู้ต้องหาที่ 2

ในรายงานการสอบสวนฉบับนี้ระบุถึงการแจ้งข้อหานายวรยุทธ ไว้ 4 ข้อหาคือ ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนผู้อื่นเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตาย ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควรแก่ผู้ได้รับความเสียหายและไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานทันที ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขับรถเร็วเกิดกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ส่วน ด.ต.วิเชียร ถูกแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายแต่เนื่องจากเสียชีวิตพนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

รายงานการสอบสวนชิ้นนี้ ระบุถึงผลการสอบสวนนายวรยุทธ ซึ่งให้การปฏิเสธข้อหาขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนดโดยอ้างว่า ก่อนถึงจุดเกิดเหตุได้เบรกชะลอความเร็วเพราะมีคนจะข้ามถนน โดยมีการสอบผู้ชำนาญการตรวจสอบสภาพรถคันเกิดเหตุ ซึ่งเป็นตำรวจยศพันตำรวจโทรายหนึ่งลงความเห็นว่าร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันเชื่อว่าแล่นมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในที่เกิดเหตุกลับไม่พบร่องรอยการเบรก มีเพียงรอยครูดของรถจักรยานยนต์ และที่สำคัญถุงลมนิรภัยของรถเฟอร์รารี่ทำงาน

ทีมข่าวสอบถามไปยัง ผศ.ดร.นักสิทธิ์ นุ่มวงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์ตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การชนด้านหน้า ถุงลมนิรภัยรถยนต์เฟอร์รารี่จะทำงานนั้น ต้องมีการขับขี่ด้วยความเร็วมากพอสมควร

ในรายงานการสอบสวนระบุข้อหานี้พนักงานสอบสวนอ้างถึงพยานผู้เชี่ยวชาญยศ “พ.ต.ท.” รายแรกเป็นผู้เชี่ยวชาญในทางตรวจพิสูจน์ของศาล อีกรายเป็นผู้ชำนาญการผู้ตรวจสภาพรถคันเกิดเหตุ ลงความเห็นว่าร่องรอยความเสียหายรถทั้งสองคันแล่นมาด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องในข้อหานี้

ส่วนข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหายมีผู้ถึงแก่ความตาย ขับรถในทางก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสใควรแก่ผู้ได้รับความเสียหายและไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานในทันที พนักงานสอบสวนอ้างพยานหลักฐานที่รวบรวมได้สันนิษฐานได้ว่า ด.ต.วิเชียร ขี่รถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าและเปลี่ยนช่องทางเดินรถจากช่องกลางไปขวาสุดทำให้รถเฟอร์รารี่ที่นายวรยุทธขับมาในช่องขวาสุดชนท้าย และจากการส่งตัวนายวรยุทธไปตรวจแอลกอฮอล์และสารเสพติดในเลือดพบว่ามีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด หลังเกิดเหตุไม่หยุดช่วยเหลือผู้เสียหายและไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานทันที พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีมูลความผิดตามข้อหานี้จึงมีความเห็นสั่งฟ้อง

แต่สภาพของท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ที่งอตัวเพราะแรงกระแทก และหน้ากระโปรงรถคู่กรณีที่มีรอยปลายท่อรถจักรยานยนต์ปรากฏกลายเป็นข้อสงสัยว่าการชนจะเป็นการชนท้ายโดยตรงไม่ใช่ชนระหว่างการเปลี่ยนช่องจราจรหรือไม่ คือประเด็นหนึ่งที่ชวนให้สงสัยว่ามีการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่

ประเด็นที่มีการกล่าวถึงมากที่สุดคือ ข้อหาขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในรายงานการสอบสวนระบุพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ ในข้อหานี้ โดยมีการอ้างถึงผลการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดซึ่งมีการส่งตัวนายวรยุทธ์ไปตรวจหลังเกิดเหตุพบมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 64.68 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ซึ่งเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนดคือ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์

ในรายงานการสอบสวนระบุว่า นายวรยุทธอ้างว่าดื่มสุราภายหลังเกิดเหตุ มีการสอบแพทย์ด้านนิติเวชของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ผู้ตรวจตั้งแต่แรกระบุว่า ในห้วงเวลาเกิดเหตุหากนายวรยุทธดื่มแอลกอฮอล์จะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 328.11-386.01 มิลลิกรัมเปอร์เซนต์ ซึ่งมีความเห็นว่าผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ขนาดนั้นไม่สามารถมีสติอยู่ได้ และยังมีการอ้างถึงการสอบคนงานในบ้านของนายวรยุทธรายหนึ่งที่ยืนยันว่าหลังเกิดเหตุได้นำน้ำแข็งไปให้นายวรยุทธและเห็นนายวรยุทธดื่มสุรา ด้วยเหตุผลนี้พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง

แต่มีข้อสังเกตุในรายงานการสอบสวนไม่ได้ระบุถึงผลการตรวจสอบของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชของโรงพยาบาลของรัฐซึ่งเป็นผู้ตรวจตั้งแต่แรก รวมถึงความเห็นของเภสัชกรของสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจที่ระบุถึงผลตรวจเลือดของนายวรยุทธ ที่ตรวจพบสารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท 4 ชนิดคือ อัลฟาโซแรม คาเฟอีน เบนโซอิลเอ็กโกนีนซึ่งเกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเสพโคเคน และโคเคเอทีลีนซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับโคเคนร่วมกับแอลกอฮอล์ ทั้งที่มีการสอบถามรายละเอียดไปยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ตามหนังสือ สน.ทองหล่อ ที่ ตช.0015.(บก.น.5)3/1370 ลงวันที่ 9 ต.ค.2555 ซึ่งสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจมีหนังสือตอบกลับถึง ผกก.สน.ทองหล่อ ตามหนังสือเลขที่ 00.36.36/3712 เรื่องข้อมูลสารที่พบในร่างกายของนายวรยุทธ ทั้งที่เอกสารฉบับนี้ก็อยู่ในบัญชีพยานเอกสาร กลายเป็นที่มาของข้อสงสัยว่าประเด็นนี้เป็นการเอื้อประโยชน์กันหรือไม่
พล.ต.ท.ศานิตย์ ยืนยันว่า ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้และส่งเรื่องให้กับพล.ต.อ.พงศพัศ เรียบร้อยแล้วและทราบว่าอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของฝ่ายกฎหมายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งยืนยันว่าต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด โดยผู้ที่ทำผิดต้องได้รับโทษ

“ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังเร่งตรวจพิจารณา ยืนยันว่าคดีนี้จะต้องดำเนินการให้ถึงที่สุดเพื่อให้สังคมคลายข้อสงสัยที่ยังติดค้าง ดำเนินการไปตามพยานหลักฐาน ในความเห็นส่วนตัวให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ไม่เลือกปฏิบัติ ผิดว่าตามผิดมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมีมาตรฐาน คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษ กฎหมายที่ไว้ใช้กับทุกคน รวมถึงกรณีนี้ที่มีเอกสารการตรวจพบสารเสพติดในร่างกายแต่ไม่ได้ระบุไว้ในสำนวนคดี ต้องมีการดำเนินการไปตามพยานหลักฐานที่รื้อขึ้นมาเคลียร์ทั้งหมด" พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว