วิเคราะห์ร่างรธน. 'ปิดทางนายกฯคนนอกและนายกฯคนกลาง'?

วิเคราะห์ร่างรธน. 'ปิดทางนายกฯคนนอกและนายกฯคนกลาง'?

"คำนูณ" วิเคราะห์ร่างรธน. ชี้ปิดทาง "นายกฯคนนอก" และ "นายกฯคนกลาง"?

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้โพสต์เฟซบุ๊คแสดงทัศนะการเมือง ระบุว่า ปิดทางนายกฯคนนอก/นายกฯคนกลาง ??

ต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า ที่มาของนายกรัฐมนตรี ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติ แม้จะไม่บังคับว่าต้องเป็น ส.ส. แต่สภาผู้แทนราษฎรก็ต้องเลือกโดยเปิดเผยจากรายชื่อที่พรรคการเมือง เฉพาะที่มีจำนวนส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 25 คน เสนอต่อกกต. ก่อนวันปิดสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคละไม่เกิน 3 ชื่อ

โปรดอ่านบทบัญญัติมาตรา 159 และมาตรา 88 ประกอบ ซึ่งก็น่าจะทำให้มีตัวเลือกอยู่เพียงไม่เกิน 15 คนโดยประมาณเท่านั้น

บทบัญญัติทั้ง 2 มาตรานี้ ทำให้ยากที่จะได้ "คนนอก" ในความหมายของคนนอกพรรคการเมือง หรือคนกลาง ในความหมายของคนกลางทางการเมือง ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ มาเป็นตัวเลือกที่จะได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ด้านหนึ่งเพราะคงไม่มีพรรคการเมืองไหนเสนอชื่อคนนอกพรรคตนเอง ตั้งแต่ก่อนวันปิดรับสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อีกด้านหนึ่งก็คงไม่มีคนนอกหรือคนกลางสักกี่คนที่จะเซ็นยินยอมให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเสนอชื่อตนเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ไก่โห่ ถ้าจะบังเอิญมี คนนอกหรือคนกลางคนนั้น ๆ ก็จะสูญเสียสถานะคนนอกหรือคนกลางเดิมไปเป็นคนของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ตั้งแต่ลงนามยินยอมให้เสนอชื่อแล้ว

สุดท้ายนายกรัฐมนตรีจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ยังไม่แน่ แต่ว่าน่าจะต้องเป็นคนของพรรคการเมืองหรือคนที่มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองค่อนข้างแน่นอน

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2521 ที่เปิดโอกาสให้พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี
และไม่เหมือนรัฐธรรมนูญ 2534 ที่เปิดโอกาสให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร และนายอานันท์ ปันยารชุน ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยในกรณีท่านหลังนั้น หมายถึงการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 หลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

แม้จะมีคำถามพ่วงประชามติเป็นคำถามที่ 2 ออกมาจากมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 ด้วยดังนี้ก็ตาม

"ท่านห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"

ก็จะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงในสารัตถะสำคัญ

เพราะสมมติว่า คำถามนี้ผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคม 2559 แม้จะมีผลให้มีการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบในการลงประชามติด้วย แต่อ่านตามลายลักษณ์อักษรของคำถามที่ชัดเจนยากจะตีความเป็นอื่นแล้วก็จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ในบทเฉพาะกาลเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น คือให้สมาชิกวุฒิสภาเข้าไปร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 159 เท่านั้น

แต่ก็ต้องเลือกจากบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองที่มีส.ส.ในสภา 25 คนเสนอไว้ในวันสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 88 ที่น่าจะมีไม่เกิน 15 คนอยู่ดี

สมาชิกวุฒิสภาไม่มีสิทธิเสนอชื่อได้เอง !

สมาชิกวุฒิสภา 250 คนชุดแรกที่บทเฉพาะกาลเขียนไว้ให้มาจากการสรรหาและเลือกโดยคสช. รวมทั้งผู้ดำรงตำแหน่งผบ.เหล่าทัพด้วย ก็จะทำได้เพียงเข้าไปร่วมเลือกคนของพรรคการเมืองคนใดคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

สรุปว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ไม่ว่าคำถามพ่วงประชามติจะผ่านหรือไม่ก็ตาม นายกรัฐมนตรีคนใหม่หลังเลือกตั้งก็จะเป็นคนของพรรคการเมืองหรือคนที่มีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองขนาดกลางขึ้นไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรหรือไม่ก็ได้

ประเทศไทยไม่มีโอกาสได้นายกฯคนนอก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกฯคนกลาง แน่นอน

แม้จะพอมีช่องอยู่บ้าง ก็ต้องให้การเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งแรกหลังเลือกตั้งไม่สำเร็จเสียก่อน แล้วผ่านอีก 2 - 3 ขั้นตอนที่ยากพอสมควรจึงจะพอมีช่องให้เสนอชื่อคนนอกบัญชีได้ ซึ่งก็ยังจำกัดอยู่ให้เสนอได้แต่โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรเท่านั้น

ถ้าพิจารณาเฉพาะประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีที่มักจะเป็นประเด็นเอกในรัฐธรรมนูญมายาวนาน
พรรคการเมืองน่าจะพอใจร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ !

และพรรคการเมืองขนาดกลางน่าจะพอใจทั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้และคำถามพ่วง !!