วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มีชัย'ประเดิมเวทีแจงร่างรธน.แรก โดน2กลุ่มต้านร่างรธน.

“มีชัย” ประเดิมเวทีแจงร่างรธน. แรก โดน 2 กลุ่มต้านร่างรธน. กลางเวที "วันสัญญา ธรรมศักดิ์"

ในงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2559ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์​ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “กรอบแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญ ของ กรธ.” ตอนหนึ่งว่า ตนมีความผูกพันกับนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นพิเศษ ช่วงที่เป็นนายกฯ​ ซึ่งได้ตั้งคณะที่ปรึกษา และตนได้ร่วมเป็นที่ปรึกษาด้วย และร่วมงานทางการเมือง ซึ่งนับแต่นั้นมาเคราะห์กรรมของตนยังไม่หมด จนอายุ 70 ปี เคราะห์กรรมก็ไม่หมด ทั้งนี้ช่วงที่ทำงานกับนายกับนายสัญญา ซึ่งได้รับตำแหน่งองคมนตรี ท่านได้โทรศัพท์เรียกให้ไปปรึกษาปัญหาบ้านเมือง ซึ่งสมองของตนว่างเปล่า เมื่อนั่งรถมาถึงหัวมุมศาลหลักเมืองและวัดพระแก้ว ได้ยกมือไหว้ขอให้คิดออก ซึ่งเมื่อเจอนายสัญญาก็ได้เล่าให้ฟังและได้ใช้มาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้หากตนอยู่ได้ถึง 50 ปี ก็จะเล่าให้ฟังว่าเรื่องอะไร

นายมีชัย กล่าวด้วยว่าสำหรับการร่างรัฐธรรมนูญ ของ กรธ. ต้องเป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.​2557 มาตรา 35 ซึ่งมีบางประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.​ที่ถูกมองว่าโหดเหี้ยม ยอมรับว่าไม่ได้เป็นความคิดของกรธ. แต่เป็นไปตามกรอบดังกล่าว​ โดยสำคัญต้องมีกลไกควบคุมการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญมีบัญญัติไว้ในหลายมาตรา เช่น มาตราว่าด้วยการห้ามแปรญัตติงบประมาณเพื่อใช้ประโยชน์ของนักการเมือง เพราะที่ผ่านมาพบว่าในการจัดทำโครงการของรัฐที่ผ่านมามีการโกงกันแบบ100% ​ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ เพราะมีระเบียบมานานแล้ว แต่สิ่งที่กรธ. เขียนเพิ่มคือบทลงโทษที่เด็ดขาด คือ หากพบการโกงงบประมาณ จะมีโทษให้รัฐบาลพ้นไป และห้ามกลับมาสู่ตำแหน่งได้อีก ซึ่งตนมองว่าประเด็นดังกล่าวเป็นสาเหตุที่ทำให้นักการเมืองรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ​ขณะที่ลักษณะต้องห้ามของผู้จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่กำหนดไว้ ไม่ถือว่าเป็นข้อห้ามที่เกินปกติ เพราะตามกฎหมายว่าด้วยกำนัน ผู้ใหญ่บ้านได้มีบัญญัติไว้ ซึ่งระบุ ชัดเจนว่า หากกระทำผิดกฎหมายจนศาลพิพากษาถึงที่สุดห้ามกลับเข้าสู่ดำรงตำแหน่งอีก

นายมีชัย กล่าวว่า ส่วนกรอบกลไกไม่ให้นักการเมืองตกภายใต้อาณัติของบุคคลใด ได้กำหนดไว้ในหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในร่างรัฐธรรมนูญกำหนดหน้าที่ผูกพัน ครม.​ในส่วนที่ว่าด้วยการใช้อำนาจโดยสุจริต เปิดเผย โปร่งใส และนึกถึงประโยชน์ส่วนร่วม รวมถึงคุ้มครองประชาชนทุกภาคส่วนให้สุข และสงบ ไม่ใช่คุ้มครองเฉพาะภาคที่เลือกเข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งถือเป็นบทเรียนในอดีตที่กรธ. นำมาบัญญัติไว้ ทั้งนี้หาก ครม. ทำงานสุจริต โปร่งใสแล้วเชื่อว่าจะไม่เกิดความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่ระดับรัฐมนตรี จะมีกฎหมายที่ป้องกันไม่ให้คนต่างประเทศโทรศัพท์สั่งข้ามประเทศ

“ช่วงที่เกิดเหตุ มีตำรวจยศพันตรี มาห้ามไม่ให้ผมเข้าไปประชุมในสำนักงานกฤษฎีกา เพราะกลัวว่าผมจะเข้าไปวางเพลิง ผมจึงโทรศัพท์ไปที่รัฐมนตรี ให้เขาแก้ไขให้ แต่เขาก็กลับมาเล่าให้ฟังว่า โทรศัพท์ไปหารัฐมนตรีมหาดไทย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เขาไม่สามารถแก้ไขให้ได้ เพราะต้องโทรศัพท์ไปแจ้งให้คนที่อยู่เมืองนอก ทำให้ผมต้องเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับคำสั่งจากคนต่างประเทศ” นายมีชัย กล่าว

ประธานกรธ. กล่าวว่า บทบัญญัติว่าด้วยองค์กรอิสระ ยืนยันว่าไม่มีอำนาจมากเกินไป แต่เป็นการปฏิบัติงานภายใต้บทบาทและหน้าที่ ขณะที่การแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กรอบที่กันไม่ให้แก้ไข แต่เมื่อวางกรอบไว้แล้วนั้นเมื่อทุกฝ่าย คือ ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา เห็นชอบด้วยจะสามารถทำได้ ไม่ใช่ใช้เสียงข้างมากตามอำเภอใจมาแก้ไขเนื้อหาได้ตามใจชอบ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเดินขบวนประท้วง ส่วนกรอบทีว่าด้วยการปฏิรูปได้วางกลไก ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุหัวข้อพร้อมกับเป้าหมาย ส่วนวิธีดำเนินการเป็นหน้าที่ของผุ้ที่จะเข้ามาบริหารบ้านเมืองในอนาคตที่จะพิจารณา ทำให้ในระยะแรกจึงเขียนให้ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมดเพื่อผลักดันการปฏิรูปให้สำเร็จ ส่วนการปฏิรูปที่กำหนดไว้ในหมวดการปฏิรูปนั้นมาจากผลการศึกษาของรัฐบาล, สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และอดีตสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทั้งนี้มีประเด็นที่กรธ. คิดและบัญญัติไว้ในเนื้อหาซึ่งเป็นความเห็นร่วมกัน คือ การศึกษา และกระบวนการยุติธรรม

“มาตรา 54 คนทุกคนที่เรียนได้ ต้องได้เรียน ซึ่งปรัชญาการเรียนก็เปลี่ยน คือ เรียนไม่ใช่เพื่อความเป็นเลิศ แต่เรียนตามความชอบ ไม่ใช่เห็นข้างบ้านเรียนหมอ แต่ลูกไม่ชอบเคี่ยวเข็ญเท่าไร เขาก็ไม่พัฒนา แต่หากส่งเสริมให้เรียนตามความชอบ เช่น ชอบวาดรูป แล้วได้รับการเรียนตามที่ชอบ เขาจะอาจกลายเป็นปิกัสโซ่” นายมีชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อนายมีชัย กล่าวปาฐกถา จนถึงช่วงดังกล่าว กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทย ได้ลุกขึ้นชูป้ายที่มีข้อความว่าอย่าทำร้ายเยาวชน พร้อมกับกล่าวกลางห้องประชุมว่า จากเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 54 ทำให้ลดคุณภาพการศึกษา ดังนั้นขอให้พิจารณาทบทวน แต่ก่อนจะกล่าวจบ ทางอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่จัดงาน ได้เข้ามาระงับการแสดงออกดังกล่าว โดยได้ยึดป้ายและขอให้ยุติการแสดงออกดังกล่าวจนกว่าจะจบงาน โดยระหว่างนั้นมีศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ร่วมงาน ได้ตะโกนขับไล่ให้ออกไปทำให้ต้องรีบเชิญตัวกลุ่มนักเรียนออกจากห้องประชุมทันที​ และเมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว นายมีชัย กล่าวขึ้นว่า เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ต้องปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้คนมีวินัย และมีความอดทนในการรับฟังความเห็นของบุคคลอื่น ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือว่าสำคัญมาก อย่างไรก็ตามตนมองว่าที่ประเทศไทยไม่เดินหน้า เพราะขาดวินัย แต่ไม่ใช่ว่าเพราะคนไทยไม่มีวินัย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ต่อจากนั้น นายมีชัย ได้กล่าวปาฐกถาในเนื้อหาว่าด้วยการปฏิรูปต่อ แต่ก่อนที่จะปาฐกถาจนจบงาน ได้มีตัวแทนนักศึกษา ในนามกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ประมาณ 5 คน ซึ่งสวมหน้ากากสีเทาเข้ามายังภายในห้องประชุม โดยใช้ประตูทางเข้าท่ีติดกับเวทีปาฐกถาของนายมีชัย พร้อมกับชูป้ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และตะโกนว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และไล่ให้นายมีชัยออกไป ทำให้ผู้ที่เข้าร่วมงานไม่พอใจได้ตะโกนให้กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตยให้ออกจากห้องประชุมและขอให้เคารพสิทธิของบุคคลที่ร่วมฟังงานด้วย ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้เชิญสมาชิกกลุ่มฯ ออกจากห้องห้องประชุมโดยไม่มีเหตุรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ขณะที่นายมีชัย ที่นั่งอยู่บนเวทีมีสีหน้าที่ตกใจเล็กน้อย แต่เมื่อเหตุการณ์สงบแล้ว นายมีชัย ได้กล่าวก่อนจบปาฐกถาว่า “ไม่เป็นไร หากเราไม่เคยทำใจรับรู้ความเห็นต่างได้ ชีวิตก็จะไม่มีความสุข ความเห็นต่างนั้นมีประโยชน์เสมอ หากรู้จักรับฟัง ซึ่งเมื่อวันหนึ่งข้างหน้าเมื่อพวกเธอโตขึ้นกว่านี้ เธอคงเรียนรู้จากประสบการณ์และจะเข้าใจมากยิ่งขึ้น” 

ทั้งนี้ ภายหลังจากเสร็จสิ้นการกล่าวปาฐกถา นายมีชัย ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างการปาฐกถา ว่า เป็นธรรมดา เพราะเป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยที่มีความเสรี ทั้งนี้หากการแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถือเป็นสิทธิที่ทำได้​แต่หากการแสดงความเห็นเพราะมีใครวางมาให้ ถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเขาสามารถเรียนรู้เสรีภาพที่แท้จริงได้ ทั้งนี้ตนมองว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเกิดขึ้นเป็นระยะ​เพราะทราบว่ามีบางพรรคการเมืองระดมกำลังพอสมควรเพื่อดำเนินการเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตามกรธ. ยังไม่วางแผนว่าจะรับมืออย่างไร แต่เบื้องต้นกรธ.ที่มีหน้าที่ชี้แจง ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น

“พอเห็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง คาดว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้ ซึ่งผมไม่เสียกำลังใจ แต่รู้สึกว่าเราต้องพัฒนาความรู้ ด้านความเห็นต่าง ว่า เสรีภาพ และสิทธิ หากไม่รับรู้ความเห็นต่าง สังคมก็ไม่มีความสงบสุข ดังนั้นเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องไปเรียนรู้ว่าการจะทำอะไรต้องไม่ทำให้เยาวชนเสียหาย” นายมีชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นอาจเป็นจุดที่ทำให้ความเห็นต่างไม่สามารถร่วมเวทีรณรงค์ประชามติหรือไม่ นายมีชัย กล่าวว่า “หากไม่ฝึกให้วินัย หรือความมีใจคอกว้าง ก็จะเป็นอย่างนั้น” ประธานกรธ. กล่าวถึงกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมพิจารณาคำถามประกอบการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเห็นด้วยกับคำถามที่ให้อำนาจวุฒิสภาเห็นชอบนายกฯ ว่า ยังไม่เห็นทั้งหมด ที่ให้ความเห็นเป็นเฉพาะคน ซึ่งไม่ใช่ทั้งหมด อย่างไรก็ตามตนตอบไม่ได้ว่าหากสนช. เห็นชอบให้มีคำถามพ่วงแล้วจะมีผลกระทบอะไรกับผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเหตุการณ์ที่เกิดความวุ่นวายระหว่างที่นายมีชัยได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่ร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.​ส่งไปยังรัฐบาล