วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'วิษณุ' ไม่ทราบคำถาม 'สปท.' จะเปิดช่องไปสู่อะไร

รองนายกฯวิษณุ ระบุไม่ทราบว่าคำถาม สปท. จะเปิดช่องไปสู่อะไร ต้องรอดูผลสุดท้ายที่ สนช.

ชี้ถ้าคำถามพ่วงขัดกับร่างรธน. แล้วผ่านประชามติทั้งคู่ ก็ให้แก้ร่างรธน. ตามคำถามพ่วง

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 4 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ(สปท.) ส่งคำถามพ่วงการทำประชามติต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่ให้ส.ว.สามารถโหวตนายกฯ ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีได้ว่า ตนไม่ทราบว่าจะเปิดช่องไปสู่อะไรบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อมีการตั้งคำถาม จะแสดงให้เห็นเองว่า ต้องการส่งสัญญาณหรือสื่ออะไร ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการให้ 2 สภาประชุมร่วมกันแล้วโหวตเลือกนายกฯ นั้น ไม่ทำให้ได้นายกฯ คนนอกเข้ามา เพราะร่างเดิมเวลาจะเลือกนายกฯ คนนอก จะต้องประชุมร่วมกั  นทั้ง 2 สภา และต้องได้เสียง 2 ใน 3 คือ 500 เสียง

“เสียงอีก 250 คน ถ้าใช้คำของนายคำนูญ สิทธิสมาน สปท. คือเจ็บไม่ได้ ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้ เพราะมันต้องครบ 250 คน เพื่อจะบวกกับส.ว.อีก 250 คน วันนั้นนายคำนูญอธิบายมีเหตุผลมาก แต่ผมไม่ได้หมายความว่าจะน่าเอามาตั้งเป็นคำถาม แต่มีเหตุผลในแง่ที่ว่า หากสมมุติเลือกจากบัญชีที่แต่ละพรรคเสนอไม่เกิน 3 คน สมมุติ 10 พรรคเสนอได้ 30 รายชื่อ และจะมีบางพรรคที่มีเสียงส.ส.ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาก็ให้บัญชีนั้นเป็นบัญชีที่ตาย คือยกไม่ได้ ก็อาจจะเหลือสัก 5 พรรค เหลือ 15 รายชื่อ ก็แปลว่านายกฯ ในประเทศไทยต้องเลือกจาก 15 คนนี้ แต่อย่าลืมว่า 15 คน เป็นได้ทั้งคนในและคนนอกอยู่ที่แต่ละพรรคจะเสนอ แปลว่าจะเลือกคนใน คนนอก ไม่ใช่ประเด็นเพราะมันเปิดแล้ว แต่ต้องเลือกจาก 15 คนนี้เท่านั้น และหากล้มหาย ตายจาก ถอนใจ ถอนตัว คุณสมบัติขาดจาก 15 คน ก็จะเหลือน้อยลงอีก”นายวิษณุ กล่าว

นอกจากนี้ นายวิษณุ กล่าวอีกว่าตามคำถามที่สปท. ส่งมานั้น สนช.อาจจะตั้งคำถามใหม่ก็ได้ ตัดทิ้ง หรือนำมาดัดแปลงก็ได้ ขอให้ดูตอนสุดท้ายที่ สนช. ส่วนสิ่งที่นายวันชัย สอนศิริ สปท. เสนอ ตนยังแปลไม่ออกว่านายวันชัยเสนออะไร หรืออยากได้อะไร ทั้งนี้การตั้งคำถามพ่วงประชามติ ถ้าเป็นคำถามที่ทำให้เกิดความสับสนก็ไม่น่าจะมี แต่ถ้าถามแล้วทำให้เกิดความกระจ่างก็น่าจะมี

เมื่อถามว่าได้มีการนัดพูดคุยกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่องการทำประชามติหรือยัง นายวิษณุกล่าวว่า มีการนัดกันแล้วในวันจันทร์หน้า (11 เม.ย.) โดยจะคุยเรื่องงบประมาณ วิธีการ และขอความชัดเจนว่าอะไรที่ทำได้หรือไม่ได้บ้าง เมื่อถามอีกว่าการทำประชามติครั้งนี้ควรจะระบุให้ชัดเจนเลยว่า อะไรที่ทำได้หรือไม่ได้บ้าง ประชาชนจะได้ตัดสินใจถูก นายวิษณุกล่าวว่า ก็ควรเป็นอย่างนั้น แต่ว่าพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็เหมือนกับกฎหมายอื่นๆ จะเขียนให้ชัดเจนทั้งหมดไม่ได้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามการตีความ เพราะว่าเราไม่สามารถคาดการณ์พฤติกรรมของคนได้ทุกกรณี วันหลังก็อาจจะเจอช่องโหว่อื่นได้ ดังนั้นการที่ผู้ใหญ่ของบ้านเมืองระบุว่าให้ดูที่เจตนา ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง คนสองคนพูดประโยคเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องผิดเหมือนกันก็ได้ โดยส่วนนี้ศาลจะต้องดู และข้อกฎหมายที่ดีก็ต้องเขียนให้ยืดหยุ่นอย่างนี้ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ดี เพราะจะทำให้เกิความยุติธรรมได้

เมื่อถามถึงกรณีที่คำถามพ่วงประชามติมีความขัดแย้งกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เช่น ในร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจ ส.ว. ร่วมเลือก นายกรัฐมนตรี แต่คำถามพ่วงประชามติกลับต้องการให้ ส.ว. มีอำนาจดังกล่าว ในกรณีที่ผ่านทั้งคู่จะต้องทำอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า ก็ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาแก้ตามคำถามพ่วงประชามติที่ผ่าน เมื่อถามว่าต้องยึดคำถามพ่วงประชามติเป็นหลักใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ใช่ เพราะการทำประชามิตต่อร่างรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาทั้งฉบับโดยที่เราแยกประเด็นไม่ได้ว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับประเด็นได้ อาจจะมีคนไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ แต่เห็นด้วยกับประเด็นอื่น เมื่อช่างน้ำหนักแล้วก็ให้ผ่าน แต่พอเมื่อมีคำถามเฉพาะเจาะจงในเรื่องหนึ่ง ประชาชนก็มีสิทธิตอบเจาะจงได้ ซึ่งเป็นหลักธรรมดา

เมื่อผู้สื่อข่าวถามอีกว่าสามารถใช้กฎหมายมาตรา 116 เอาผิดกับคนที่แจกขันสีแดงได้หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า “ผมไม่ทราบ ผมไม่รู้อะไร ขันแดงขันดำผมไม่รู้”