รายงาน 'กม.ชะลอฟ้อง' ดาบสองคม?

รายงาน 'กม.ชะลอฟ้อง' ดาบสองคม?

รายงาน "กม.ชะลอฟ้อง" ดาบสองคม?

“คดีอาญา ที่ลักษณะของการกระทำเป็นความผิดที่ไม่ร้ายแรง ซึ่งผู้ต้องหาอาจกลับตนเป็นคนดีได้ และผู้เสียหายอาจได้รับการชดเชยเยียวยาตามสมควร หากมีการสนับสนุนให้ผู้ต้องหาและผู้เสียหายได้รับการไกล่เกลี่ย เพื่อให้ผู้ต้องหามีโอกาสแสดงความสำนึกในการกระทำและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น อันจะเป็นการนำไปสู่การยอมความและการยุติคดีด้วยความสมานฉันท์ และในคดีบางลักษณะหากมีการชะลอการฟ้องและนำวิธีการคุมประพฤติมาใช้เพื่อให้ผู้ต้องหาได้มีโอกาสแก้ไขความผิดของตนโดยไม่มีมลทินติดตัวอันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ต้องหา ผู้เสียหาย และสังคม มากกว่าการดำเนินการให้มีการพิจารณาลงโทษ สมควรนำมาตรการแทนการฟ้องคดีอาญาดังกล่าว มาใช้แทนการฟ้องคดีอาญา ทำให้คดีอาญาดังกล่าวระงับลง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ ”พระราชบัญญัตินี้ ”

นั่นคือ เหตุผลที่บรรจุไว้ ใน “ร่างพระราชบัญญัติ มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา พ.ศ....” ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. รอเสนอ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

ส่วนสาระกฎหมายนี้ เพื่อใครบ้างมาดูกันดีกว่า...

“มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา” หรือจะเรียกสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายแบบชาวบ้าน ก็คือ “กฎหมายชะลอฟ้อง”

ซึ่ง มาตรา 6 บัญญัติว่า มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา ทำได้ 2 วิธี คือ “ การไกล่เกลี่ยคดีอาญา“ และ ”การชะลอการฟ้อง ”

โดย "การไกล่เกลี่ย" จะเป็นหน้าที่ของ “พนักงานสอบสวน” จัดให้คู่กรณี คือ ผู้ต้องหากับผู้เสียหาย มีโอกาสเจรจาตกลงเยียวยาความเสียหาย

ส่วน “การชะลอฟ้อง” นั้น ก็ให้ “อัยการ” มีอำนาจที่จะไม่ออกคำสั่งฟ้องคดีได้ โดยให้กำหนดเงื่อนไขและระยะเวลาคุมประพฤติ หรือเงื่อนไขอื่นให้ผู้ต้องหาปฏิบัติแทน

สำหรับ “มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา” นำมาใช้ได้กับคดีอาญาในศาลยุติธรรม รวมทั้ง คดีที่ขึ้นศาลทหาร

ส่วนคดีไหนบ้างที่จะเข้าสู่ “มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา”นี้ได้ ... คำตอบ คือ 1. ความผิดที่ยอมความได้ 2. ความผิดลหุโทษ 3. ความผิดที่มีโทษปรับ 4.ความผิดกระทำโดยประมาท 5. ความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี แต่มีเงื่อนไขว่า ผู้ต้องหานั้นต้องไม่เคยได้รับการไกล่เกลี่ยคดีอาญาหรือการชะลอฟ้องตามกฎหมายนี้มาก่อน เว้นแต่เป็นความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือพ้นเวลาที่สั่งยุติคดีมาแล้วเกิน 3 ปี

เช่น ความผิดฐานปลอมเอกสาร , ฐานปลอมและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ , ฐานขายของโดยหลอกลวง , ฐานปลอมเครื่องหมายการค้า , ฐานเลียนเครื่องหมายการค้า , ฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้และมีผู้ถึงแก่ความตายจากการชุลมุนต่อสู้ , ฐานทำร้ายร่างกาย , ฐานเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้และมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสจากการชุลมุนต่อสู้ , ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส , ฐานหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น , ฐานลักทรัพย์ , ฐานวิ่งราวทรัพย์ , ฐานรับของโจร ,ฐานบุกรุก ,ความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า คือ ปลอมหรือนำเข้าสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้า

โดยหลังจากทำบันทึกข้อตกลง พนักงานสอบสวนต้องส่งบันทึกพร้อมสำนวนการสอบสวน ให้อัยการพิจารณาทำความเห็นชอบต่อไป โดยอัยการมีเวลา 30 วันเพื่อมีคำสั่ง ถ้าอัยการไม่เห็นชอบด้วยเพราะการไกล่เกลี่ยไม่เป็นตามกฎหมาย ก็ให้ส่งเรื่องถึงพนักงานสอบสวนสั่งดำเนินคดีตามปกติต่อไป

“ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร” อัยการสูงสุด ในฐานะผู้มีอำนาจสั่งชะลอฟ้องตามร่างกฎหมายนี้ ให้ความเห็นว่า ร่างกฎหมายนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งประชาชนและสังคม เพราะมาตรการแทนการฟ้อง หรือที่เรียกว่า ชะลอการฟ้อง มีวัตถุประสงค์ คือ ความผิดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ร้ายแรงนั้น ผู้ที่ได้กระทำผิดอาจจะทำเพราะประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้นคดีอาจไม่ต้องถึงศาล แต่ให้โอกาสที่จะกลับตัว นี่คือประโยชน์ เพราะฝ่าย“ผู้ต้องหา” หากอัยการฟ้องคดีก็จะมีประวัติติดตัว ซึ่งอาจมีผลต่อโอกาสการกลับตัวเข้าอยู่ในสังคมยากขึ้นในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การสมัครเข้าทำงาน เพราะสังคมไทยเองก็ไม่ยอมรับผู้ที่พ้นโทษมา

"การใช้มาตรการชะลอฟ้อง มีมาตรการที่ผู้ต้องหาต้องให้ความใส่ใจกับผู้เสียหายด้วย เช่น การดูแลเยี่ยมเยือนช่วงเจ็บป่วย หรือการดูแลรักษาพยาบาล มาตรการแทนการฟ้องนี้จะทำให้มีการไกล่เกลี่ยชดใช้เยียวยาค่าทดแทนจนผู้เสียหายพอใจ จึงได้รับการเยียวยาแน่นอน และยังช่วยลดปริมาณคดีที่จะสั่งฟ้อง และเป็นการลดปริมาณคดีโทษไม่ร้ายแรงจะขึ้นสู่ศาลด้วย รวมทั้งลดปริมาณผู้ต้องโทษที่จะเข้าสู่เรือนจำ เพราะปัจจุบันปัญหาคนล้นคุกมีเยอะพอสมควร ขณะที่ผู้กระทำผิดโทษเล็กน้อยซึ่งโดยนิสัยปกติไม่ได้เป็นโจรหรือคนร้าย ดังนั้นอาจเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ถ้าถูกลงโทษจำคุก แม้เข้าคุกในระยะเวลาสั้น แต่ระหว่างนั้นอาจได้รับสิ่งต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม จนเกิดผลเสียกลายเป็นโจรจริงๆ ก็ได้ จึงเชื่อว่ามาตรการในร่างกฎหมายนี้ จะช่วยแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรมทั้งระบบทั้งเรือนจำ คดีขึ้นศาล ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา การให้โอกาสผู้ต้องหาผู้ที่ทำผิดไม่ร้ายแรงได้กลับคืนสู่สังคมได้ ขณะที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณต่างๆ จากภาระทางคดีที่จะต้องดำเนินการแต่ละขั้นตอน ที่สำคัญ มาตรการแทนการฟ้องคดีในร่างกฎหมาย มีหลักว่าต้องเกิดจากความยินยอมและสมัครใจของทั้งผู้เสียหายกับผู้ต้องหาด้วย โดยการสั่งชะลอฟ้อง อัยการสูงสุดเท่านั้นที่มีอำนาจสั่ง แต่ถ้าผู้เสียหายเห็นว่าการดำเนินการต่างๆนั้นฉ้อฉล ไม่เป็นไปตามสมัครใจ ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ก็ฟ้องศาลเองได้ ซึ่งศาลจะได้ไต่สวนว่ามีการทำตามหลักเกณฑ์ถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องศาลก็สั่งให้ดำเนินคดีต่อไปได้ ก็จะทำให้มีศาลเป็นผู้ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง"

แต่อีกฟากหนึ่งของกระบวนยุติธรรมปลายน้ำ คือ ศาล ผู้ใช้อำนาจตุลาการ ยังคงมีข้อสงสัยหลายประการในร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงได้มีการตั้ง"คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทาง ร่าง พ.ร.บ.มาตรการแทนการฟ้องคดีอาญา" ขึ้นมาศึกษา

ต่อมาวันที่ 22 มี.ค.59 ศาลยุติธรรมได้มีการเคลื่อนไหวแสดงทัศนะ โดย“ นายชาญณรงค์ ปราณีจิตต์” ตัวแทนประธานศาลฎีกา ได้ยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยศาลยุติธรรม เห็นว่า มาตรการในร่างกฎหมาย จะขัดต่อหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นการให้อำนาจอัยการสั่งคุมประพฤติ และสั่งยุติดำเนินคดีผู้ต้องหาในคดีอาญาที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีได้โดยที่ไม่ผ่านการพิจารณาของศาลซึ่งปราศจากกระบวนการพิสูจน์ความผิดของบุคคล ขณะที่อายุความการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอาญา อาจขยายไปได้จนแทบไม่มีข้อจำกัดหากสั่งใช้มาตรการแทนการฟ้องฯ ซึ่งอาจทำให้พยานหลักฐานที่สำคัญสูญหายไป จนไม่สามารถพิสูจน์ความผิดของผู้ต้องหาได้ สุดท้ายจะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของไทยในระยะยาว

“ร่างกฎหมายชะลอฟ้อง” ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มีการเสนอขึ้นมาในรัฐบาลนี้ แต่มีความพยายามผลักดันมาแล้วหลายรัฐบาล ดังนั้น ร่างกฎหมายฉบับนี้จะบังคับใช้ได้ในรัฐบาลยุคปฏิรูปประเทศไทย หรือไม่...ต้องรอลุ้นกัน เพราะร่างกฎหมายที่ยังมีข้อกังขานี้ ต้องรอการพิจารณาจาก สนช.อีกทีถึงความสมบูรณ์ของร่างกฎหมายว่า จะผ่านออกมาบังคับใช้ หรือต้อง“พับเก็บ ”