วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปลัดฯกษ.'ชี้รบ.8มาตรการประชารัฐ รับมือแล้งได้ผล

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชี้รัฐบาลใช้ 8 มาตรการประชารัฐสู้แล้งได้ผล รับมือล่วงหน้า 4-5 เดือนได้ผลดีกว่าหลายปี พร้อมเสนอขุดบ่อจิ๋วในลุ่มเจ้าพระยา

วันนี้ (31มีนาคม) ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล มีการจัดหารหัวข้อ ”ผ่านวิกฤติภัยแล้ง ’59 สู่อนาคตจัดการน้ำยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ร่วมกับ สถานีดิจิทัล NOW 26 และภาคธุรกิจพันธมิตร

โดย นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปาฐกถาพิเศษเปิดงานในหัวข้อ “แนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงภัยแล้ง ตอนหนึ่งว่าภาพรวมของประเทศในสถานการณ์น้ำส่วนของภาคเหนือ อีสาน กลาง และตะวันออกบางส่วนอยู่ในสภาวะที่ต้องจับตามอง และขณะนี้เกิดภาวะที่เรียกว่า “การควบคุมของมนุษย์เข้าไปไม่ถึง” ในโซนซีกโลกเหนือคือเกิดพายุหิมะ บางพื้นที่มีฝนตก แต่บ้านเราเป็นพื้นที่ที่อยู่ในช่วงภัยแล้ง สิ่งเหล่านี้พวกเราคงได้ยินเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและเราไม่สามารถควบคุมสภาวะนั้นได้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกหาทางบรรเทาผลกระทบ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน สภาพการเปลี่ยนแปลงของอากาศไม่สามารถควบคุมได้ด้วยมนุษย์ แต่สิ่งที่เราทำคือทำยังไงให้สภาพอากาศที่อยู่รอบตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด และผลกระทบไม่มากหรือน้อยที่สุดก็ต้องมาคิดกัน สำหรับรัฐบาลก็ตระหนักเรื่องของการเตรียมการแก้ไขปัญหาล่วงหน้าในทุกเรื่อง ส่วนหนึ่งคือการเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่มีมาช่วงนี้ ก็พยายามจะผ่านพ้นไปให้ได้ใน 1-2 เดือนข้างหน้า

นายธีรภัรทร กล่าวอีกว่า แนวทางการบริการจัดการความเสี่ยงภัยแล้งที่รัฐบาลร่วมกับภาคประชาชนและเอกชน ทำในเรื่องของประชารัฐ เรื่องของการแก้ไขปัญหาผลกระทบเรามองมิติต่างๆที่แตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ไม่ได้บอกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาทำไม่ถูกต้อง แต่เราเก็บประสบการณ์จากทุกรัฐบาลมาดำเนินการแก้ไข โดยรัฐบาลมอง 5 ประเด็นใหญ่ในการแก้ไข 1.มองปริมาณน้ำ 2.ผลกระทบ 3.หลักการบริหารจัดการ 4.กลุ่มเป้าหมายที่จะช่วยเหลือ และ 5.การเตรียมการ เพื่อลดผลกระทบ อย่างไรก็ตามวิกฤติในช่วงนี้ต่างจากปี 54-55 มีอากาศเปลี่ยนแปลงแม้ฝนตกเหมือนกันแต่ปริมาณน้ำฝนต่ำกว่า 10-20% และตกท้ายเขื่อน ไม่ได้ตกเหนือเขื่อน หลายเขื่อนค่อนข้างวิกฤติโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯและป่าสัก เหลือน้ำ 2,000-3,000ล้านลบ.ม. ทั้งที่ควรอยู่ที่ 10,000 ล้านลบ.ม. ทำให้เก็บไว้ทำกิจกรรมต่างๆได้น้อยจริงๆ เป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างวิกฤติที่เราให้ความสำคัญมาก ส่วนพื้นที่ทั่วไปก็ไม่ทิ้งเช่นกัน แต่ก็มีการติดตามประเมินผลต่อเนื่อง

ปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวอีกว่า ส่วนการแก้ไข พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯเตรียมการล่วงหน้าตั้งแต่กันยายนที่ผ่านมา ดังนั้นช่วงกันยายนต่อเนื่องตุลาคม รัฐบาลจึงเห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหา 8 มาตรการที่สอดคล้องกัน 1.ให้ความรู้ลดรายจ่ายในครัวเรือน 2.เกษตรกรทุกคนประมาณ 7 ล้านครัวเรือน มีปัญหาเรื่องหนี้สิน รัฐบาลก็ขยายเวลาชำระหนี้ในพื้นที่วิกฤติ หาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมากมาช่วย 3.เกษตรกรอาจทำไร่นาไม่ได้ ก็มีเรื่องการจ้างงานลงไป 4.มองดูว่า 3มาตรการแรกทำในลักษณะปัจเจกรายครอบครัว ต้องให้ชุมชนเข้ามาช่วยเพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง จึงทำแผนชุมชนให้ออกแบบแผนชุมชนโดยตัวเอง 5.มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ที่มีการส่งเสริมความรู้ให้เกษตรกร 6.พยายามหาแหล่งน้ำต้นทุนมาเพิ่ม แต่น้ำของประเทศไทยส่วนใหญ่ก็มาจากน้ำฝน และน้ำฝนส่วนใหญ่เกิดจากสภาพอากาศและพื้นที่ป่า ที่ปัจจุบันมีเหลือพื้นที่ป่าเหลือ 32% ของประเทศ ดังนั้นทำยังไงจะเตรียมการและเตรียมน้ำต้นทุน 7.เราไม่ทิ้งเรื่องเกษตรกร ก็เตรียมมาตรการดูแลสุขภาพอนามัย และ 8.มาตรการอื่นๆที่มีการเตรียมพร้อม

“ซึ่งมาตรการทั้งหมดมีการเตรียมล่วงหน้า 4-5 เดือน นอกจากนั้นยังมีการบรรเทาวิกฤติเกี่ยวกับเกษตรกร พืช ปศุสัตว์ ประมงและน้ำ ที่ต้องเข้ามาดูแล และสิ่งที่สำคัญคือการบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งระดับประเทศและท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาเพิ่มมากขึ้น มีกลไกในภาพรวม คือมีคณะกรรมการที่มีรมว.เกษตรฯ เป็นประธานและผมเป็นรองประธาน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่บูรณาการแก้ไขปัญหา เป็นการดำเนินการในส่วนกลาง นอกจากนี้ยังกระจายศูนย์ทุกจังหวัดที่มีผู้ว่าทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ เพราะที่ผ่านมาเราเน้นแก้ปัญหาในช่วงของการเผชิญเหตุและฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ และมีการชดเชย โดยไม่ได้เตรียมการอะไร แต่รัฐบาลนี้มีการปรับระบบในการประเมินนานล่วงหน้า แก้ปัญหาทุกมิติ บูรณาการทุกหน่วยงาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อรองรับภัยแล้ง” ปลัดก.เกษตรฯ กล่าว

นายธีรภัทร กล่าวอีกตอนหนึ่งว่า ตนบินตรวจสถานการณ์น้ำ พบว่าตอนนี้มีบ่อน้ำขนาดเล็กหรือบ่อจิ๋วนอกเขตชลประทานไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนบ่อ และคำนวณโดยจิสด้าพบว่าเหลือน้ำในบ่อเหล่านั้นในภาพรวมเฉลี่ย 30-40% เกษตรกรก็ใช้น้ำจากบ่อจิ๋วนี้ให้เกิดประโยชน์ และตนได้บินดูลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็พบว่ามีการขุดบ่อแบบนี้น้อยมาก จึงมองเรื่องของการเตรียมการแบบนี้ในอนาคต เพราะทำให้พ้นวิกฤติจริง

ปลัดกระทรวงเกษตร กล่าวว่า แต่รัฐบาลต้องการให้มีการเปลี่ยนโครงสร้างเกษตรในระยะยาว โดยกระทรวงเกษตรจะจัดการอบรมโดยมีเกษตรกรต้นแบบที่สำเร็จด้านต่างๆมาผู้นำในพื้นที่ ทำงานควบคู่กับเจ้าหน้าที่เกษตรฯและมหาดไทย มีการฝึกอบรมเกษตรกรเป้าหมาย 2.2 แสนรายทั่วประเทศ มีการอบรมระยะ 15 วัน ในสามช่วง ในเรื่องของน้ำ และความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต และจะประสานกับธนาคาร ธกส.ให้ดูแลเรื่องหนี้ได้ด้วย ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าตั้งแต่วันนี้จนถึงเดือน ก.ค.จะมีน้ำอุปโภคบริโภคพอเพียงแน่นอน ส่วนพื้นที่ห่างไกลก็มีมาตรการรองรับอยู่แล้ว มีการเตรียมรถบรรทุกน้ำ 4,800 คันทั่วประเทศ พร้อมที่จะดูแลพื้นที่แห่งไกล โดยรมว.เกษตรฯสั่งการให้ช่วยเสริมทุกพื้นที่ ส่วนการเล่นน้ำสงกรานต์ก็แค่ขอให้ช่วยกันประหยัด แม้จะเป็นวิถีไทยแต่ก็ต้องขอความร่วมมือกันทุกคน

นายธีรภัทร กล่าวอีกว่า ตนเปรียบเทียบให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2556 ที่พบว่ากระทรวงมหาดไทยประกาศจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง จำนวนจังหวัด 43 จังหวัด ปี 57 ประกาศ 34 จังหวัด ปี 58 ประกาศ 29 จังหวัด แต่ปี 59 ประกาศแล้ว 22 จังหวัด ตนถามกระทรวงมหาดไทยว่าทำไมประกาศน้อย นั่นเพราะปีนี้มีการเตรียมการเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะเกิดปัญหา ทำให้สถานการณ์ที่จะเลวร้ายมากผ่อนลง จากข้อมูลจึงเห็นความพร้อมและความอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามระยะยาวกระทรวงเกษตรฯมีนโยบายต่อเนื่องว่าเราไม่ทำแค่ระยะสั้น มีมาตรการและแนวทางต่างๆอยู่ 8 มาตรการนำมาเสริม