วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดเนื้อหา 'กม.ปราบโกง3ชั่วโคตร'

เจาะลึก! เนื้อหา "กฎหมายปราบโกง3ชั่วโคตร" คาดโทษจนท.รัฐ จำคุกตั้งแต่1-10ปี และปรับถึง4แสนบ.

ปัญหาการคอร์รัปชั่น ถือเป็นปัญหาเรื้อรังฝังรากลึกในสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งการปราบปรามปัญหาคอรัปชั่นถือเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาล ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องทำ

ขณะที่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.) ที่เป็นหนึ่งแม่น้ำ5สาย ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบขึ้นมา เพื่อหาแนวทางในป้องกันการทุจริต โดยคณะกรรมาธิการฯได้มีการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และได้มีมติที่จะเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. ... หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “กม.ปราบโกง 3 ชั่วโคตร” ต่อที่ประชุมสปท.เพื่อส่งให้สภานิติบัญญัติ (สนช.) พิจารณาต่อไป

สำหรับกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่ของใหม่ วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เล่าให้ฟังว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ี้ ได้เคยผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาแล้วในปี2550 แต่มีบุคคลกลุ่มหนึ่งได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า การดำเนินการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ จึงทำให้ร่างพ.ร.บ.นี้ ไม่มีผลบังคับใช้

ต่อมา ในสมัยสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก็ได้หยิบมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ก็มีข้อท้วงติงว่า ร่างพ.ร.บ.นี้ ให้ดำเนินเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดทั้งพ่อแม่ ลูก หลาน วงศาคณาญาติ รวม7ชั่วโคตร โดยจะมีคนโดนดำเนินคดีอย่างน้อย 84 คน อาทิ พ่อ แม่ ลูก หลาน พี่น้อง ลูกพี่ลูกน้อง พี่เขย พี่สะใภ้ ลุง ป้า น้า อา ปู ย่า ตา ยาย ของทั้งของภรรยาและสามี รวมทั้งคู่สมรส พี่น้องต่างมารดา พี่น้องต่างบิดา เป็นต้น

ซึ่งถือว่า เป็นการ ”หว่านแห” มากเกินไป คนที่ไม่รู้เรื่องก็โดนไปด้วย เกินความจำเป็นและแรงเกินไป ควรมีขอบเขตให้จำกัดมากกว่านี้ จึงได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหลือ 3ชั่วโคตร ประกอบด้วย บุพการี หมายถึงพ่อ แม่ , ลูก และคู่สมรสของลูก

"กฎหมายนี้ต้องออกมา เพราะที่ผ่านมา คำว่า”ขัดผลประโยชน์”ไม่ได้มีเขียนไว้ชัดเจน จึงอาจมีการตีความกันกว้างขวาง ทำให้ข้าราชการไม่มีเครื่องป้องกันตัว ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ซึ่งเมื่อกฎหมายนี้ออกมาก็จะเกิดเป็นแนวปฏิบัติให้ข้าราชการ นักการเมือง ปฏิบัติได้ " โฆษกกรรมาธิการฯ อธิบายเหตุผล

สำหรับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ มีทั้งหมด 20 มาตรา มีหลักการและเหตุผล คือ ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนและครอบคลุมในการป้องกันและแก้ไขการกระทำในลักษณะที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนร่วม จึงต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนและมีมาตรการป้องกันและแก้ไขการกระทำนั้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและครบถ้วน จึงต้องมีกฎหมายดังกล่าว

ทั้งนี้สาระสำคัญของร่างฉบับนี้ ได้มีการกำหนดคำนิยามของคำว่า ”เจ้าหน้าที่รัฐ” ให้หมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานหรือบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ในรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกท้องถิ่น

นอกจากนี้ยังกำหนดคำนิยามของคำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ให้หมายความว่า นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง ข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นตามที่ ป.ป.ช.กำหนด

ส่วนคำว่า”คู่สมรส” ให้หมายรวมถึง กรณีชายและหญิงซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภรรยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส

“ญาติ” หมายความว่า บุพการีของตน ผู้สืบสันดานของตน คู่สมรสของบุตรของตน

สำหรับลักษณะของการ ”ทุจริต” ที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำเข้าข่ายมีส่วนได้ส่วนเสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อผลประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น ซึ่งเป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมหรือการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเครือญาติ

กำหนดไว้ในมาตรา5 ซึ่งมีลักษณะของการทุจริตอยู่ 8 ลักษณะ เช่น กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตรหรือบิดามารดา มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่ ,นำความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ตนมีต่อบุคคลอื่น มาประกอบการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้น, ใช้อำนาจหน้าที่ของตนที่มีอยู่ไปมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจโดยอิสระในการใช้อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งดำรงตำแหน่งอื่นโดยทุจริตไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม,

การใช้เวลาราชการ หน่วยงาน เงิน ทรัพย์สิน บุคลากร บริการ สิ่งอำนวยความสะดวกของทางราชการ หน่วยงาน ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือผู้อื่น เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย ,การใช้ข้อมูลภายในที่เป็นความลับ, การริเริ่ม จัดทำ หรืออนุมัติโครงการของรัฐโดยทุจริตเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและบุคคลอื่น ,ให้สัมปทาน ทำสัญญา หรือทำนิติกรรม เพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด,การใช้ตำแหน่งหน้าที่ส่งผลต่อการ บรรจุแต่งตั้ง เลื่อนขั้นเงินเดือน โอน ย้าย ทั้งนี้ให้ใช้บังคับกับการกระทำของคู่สมรส บุตรของเจ้าหน้าที่ ขณะที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐก็ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดและรับโทษเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ

โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ได้ยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เข้าข่ายลักษณะความผิดการโกง ทุจริต เช่น ตระกูลทำบ้านจัดสรร ตัวเองเป็นเจ้าหน้ารัฐ มีการเอื้อประโยชน์ด้วยการออกกฎหมายไปยกเว้นภาษีอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้โครงการบ้านจัดสรรขายดี หรือกรณีที่นำรถหลวงไปใช้ นำไปให้ภรรยาหรือบุตรใช้ ก็เข่าข่ายความผิดนี้ หรือกรณีโยกงบหลวงไปตัดถนนเพื่อตนเอง รวมทั้งการแทรกแซงการทำงานของลูกน้องก็เข้าข่ายเช่นกัน

ขณะที่ บทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการตามมาตรา5นั้น จะมีโทษจำคุกตั้งแต่1-10ปี และปรับตั้งแต่40,000–400,000บาท แต่หากว่า เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งกระทำความผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีโทษจำคุกตั้งแต่2-15ปี และปรับตั้งแต่80,000-600,000บาท และยังคลอบคลุมไปถึงคู่สมรสหรือญาติของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำความผิดดังกล่าวด้วย โดยให้มีโทษเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐ

จะเห็นได้ว่าร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้กำหนดลักษณะความผิดที่ชัดเจน และบทลงโทษค่อนข้างหนักสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิด

แต่ก็ยังมีคำถามว่า เมื่อกฎหมายออกมาบังคับใช้จะสามารถปราบโกงเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองได้มากน้อยแค่ไหน "วรวิทย์" ให้คำตอบว่า เมื่อมีกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาทุกฝ่ายจะได้มีแนวปฏิบัติ และข้าราชการก็จะมีความสบายใจในการทำงาน ส่วนนักการเมืองจะ ”กลัว” หรือไม่นั้น ก็ไม่แน่ใจเพราะนักการเมืองชอบ ”เสี่ยง” อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ที่จะต้องออกมาเนื่องจากประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ศ.ศ.2003(พ.ศ.2546) โดย กมธ. จะเสนอร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมสปท.เร็วๆนี้

“กฎหมายฉบับนี้ถือว่า ไม่แรง เพราะไม่ใช่เรื่องลงโทษ แต่เป็นเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ หากไม่ทำต้องต้องโดนลงโทษ ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคมอุปถัมภ์ มีความกตัญญู มีน้ำใจ มีความเอื้ออาทร แต่เมื่อเข้าสู่ระบบราชการ หรือระบบการเมือง ต้องมีความชัดเจน แต่เราแยกกันไม่ออก เพราะเอื้ออาทรกลับส่งผลกระทบกับคนอื่นทำให้เสียสิทธิ ดังนั้นต้องตรงไปตรงมา “นายวรวิทย์ กล่าวตบท้ายพร้อมย้ำว่า หากเป็นในสถานการณ์บ้านเมืองที่ปกติ ยากที่กฎหมายฉบับนี้จะออกมาเพราะนักการเมือง”เสียวสันหลัง”ซึ่งกฎหมายนี้“ คนดีไม่ต้องกลัว แต่คนทุจริตต้องระวัง” วรวิทย์ ทิ้งท้าย