ชงมหาดไทยจัดหลักสูตรดูแลนักท่องเที่ยว ตำรวจจ่อแบล็กลิสต์ต่างชาติอยู่เกินวัน
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรากูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ในการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (วานนี้) ได้รับทราบถึงแนวทางบูรณาการส่งเสริมความปลอดภัยต่อการท่องเที่ยว ที่กระทรวงมหาดไทยกำลังดำเนินการฝึกอบรมให้กับหน่วยงานท้องถิ่นระดับกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เรื่องการดูแลรักษาความปลอดภัยแล้ว และได้มีข้อเสนอเพิ่มเติมว่า หากเป็นไปได้ ต้องการให้มหาดไทยจัดทำหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานเรื่องการช่วยดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้ท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้ให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ ทำให้ปัจจัยลบด้านความปลอดภัยที่เป็นผลกระทบใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้บรรเทาลงไป เมื่อมีหน่วยงานท้องถิ่นช่วยเหลือ
เนื่องจากปัจจุบัน ในส่วนการดูแลนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวหลักซึ่งมีความหนาแน่นสูง เช่น ราชประสงค์ ในกรุงเทพฯ มีการสร้างรูปแบบความร่วมมือดูแลความปลอดภัยของภาคีเครือข่ายจากกระทรวงท่องเที่ยวฯ ภาคธุรกิจโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจนครบาล ไว้อยู่แล้ว หากสามารถขยายผลถอดบทเรียนจากพื้นที่ๆ เป็นต้นแบบได้ ก็จะช่วยให้ความปลอดภัยในภาพรวมดีขึ้น
นอกจากนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น สำนักมาตรฐานและกำกับความปลอดภัย กระทรวงท่องเที่ยวฯ ยังร่วมมือกับสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) จัดกิจกรรมพัฒนาบุคลากรเพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวขึ้น เมื่อวานนี้ด้วย โดยวางหลักสูตรครอบคลุมบทบาทหน้าที่ของพนักงานโรงแรมต่อความปลอดภัยระดับชาติ การรอบรู้ ระวัง สังเกต ป้องกันก่อนเกิดเหตุ และด้านการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต ซึ่งหลังจากการจัดที่กรุงเทพฯ แล้ว จะเดินทางอีก 4 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ได้แก่ ชลบุรี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และเชียงใหม่ ไปจนถึงเดือน พ.ค.นี้
ด้านพลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ตั้งแต่วันจันทร์นี้ (28 มี.ค.) เป็นต้นไป จะบังคับใช้กฎหมายใหม่ตามที่นายกรัฐมตรีเห็นชอบออกกฎกระทรวงเพิ่มบทลงโทษของชาวต่างชาติที่พำนักในไทยเกินระยะเวลาที่กำหนด จากเดิมที่มีเพียงโทษปรับไม่เกินวันละ 500 ถึง 2 หมื่นบาท แต่ต่อไปรายชื่อที่ทำผิดจะต้องติดแบล็กลิสต์ตามระยะเวลาที่พิจารณาให้ได้รับโทษด้วย เช่น อาจจะ 3 หรือ 5 ปี แล้วแต่กรณี นอกจากนั้นยังต้องได้รับการเนรเทศออกจากราชอาณาจักรทันที
ดังนั้น นับตั้งแต่วันจันทร์นี้เป็นต้นไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ตำรวจท้องที่, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว ฯลฯ จะดำเนินมาตรการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อเป็นมาตรการเชิงป้องกันด้านความปลอดภัยก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาหนาแน่น รวมถึงเป็นการวางแนวทางเชิงรุกไว้ หลังจากที่แนวโน้มนักท่องเที่ยว 3 เดือนแรกยังเติบโตต่อเนื่องกว่า 15% และด้วยปริมาณที่มากขึ้น ทำให้ต้องตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยรัดกุมกว่าเดิม
ด้วยแนวทางดังกล่าว จึงขอให้ธุรกิจโรงแรมที่มีหน้าที่ต้องแจ้งรายชื่อลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้าพัก ตามมาตรา 38 ของพ.ร.บ.ธุรกิจโรงแรม พ.ศ.2547 ปฎิบัติตามกฎหมายต่อเนื่อง รวมถึงต้องตื่นตัวให้การช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือกฎหมายด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวที่ผ่านมา ส่วนใหญ่พบว่า มักจะเกิดในแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ และจุดเกิดเหตุไม่ได้ห่างไกลจากโรงแรมหรือรีสอร์ทของนักท่องเที่ยวมากนัก แต่เนื่องจากเป็นแหล่งธรรมชาติที่ห่างไกล ทำให้กำลังสายตรวจเข้าไปได้ไม่ทั่วถึง และค่อนข้างล่าช้าเมื่อต้องลงพื้นที่ไปจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น กรณีข่มขืนนักท่องเที่ยวต่างชาติแม่-ลูกที่เกาะกูด จ.ตราด เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าห่างจากรีสอร์ทในระยะไม่กี่ร้อยเมตร และการเข้าถึงของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รวดเร็วพอหลังเกิดเหตุ
นอกจากนั้น เสนอให้ธุรกิจโรงแรมสร้างเครือข่ายธุรกิจด้วยกันเองในพื้นที่ เพื่อระแวดระวังความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยทำให้อัตราการเกิดเหตุผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวลดลงได้มาก รวมถึงฝึกพนักงานในโรงแรมเองให้รู้จักสังเกตสิ่งผิดปกติ โดยมีการฝึกซักซ้อมเป็นประจำทุก 1-2 เดือน และหากโรงแรมใดมีความพร้อมขอให้ติดกล้องซีซีทีวีในจุดเสี่ยงเพิ่มเติม เช่น ท่าเรือของโรงแรมหลักๆ ในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ได้ประสานงานร่วมกับกทม.ติดตั้งครบทุกท่าแล้ว เพื่อเป็นการติดตามเส้นทางเมื่อคนร้ายใช้หลบหนี
พร้อมกันนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้เพิ่มจำนวนล่ามแปลภาษาอีก 7 ภาษาไว้ในช่องทางสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารเมื่อเกิดปัญหากับนักท่องเที่ยวขึ้น





