'ประยุทธ์' โอเค! 'มีชัย'เผย หลังให้อำนาจคสช. ตั้ง244ส.ว.

'ประยุทธ์' โอเค! 'มีชัย'เผย หลังให้อำนาจคสช. ตั้ง244ส.ว.

"มีชัย" ประธาน กรธ. เผย "พล.อ.ประยุทธ์" โอเค ให้อำนาจเต็มกับ คสช. ตั้งส.ว.244 คน มอบบทบาทกลั่นกรองให้กรรมการสรรหา

หวังให้เกิดการตรวจสอบ-ถ่วงดุล กันครหา “คสช.” เลือกคนตามใจชอบ พร้อมมอง “ส.ว.” ไม่ใช่สภาสืบทอดอำนาจคสช. เหตุไม่มีอำนาจเลือกนายกฯ - ยืนยันเกณฑ์เว้นการเลือกนายกฯ ในบัญชีพรรคการเมือง ใช้เสียง 2 ใน 3 ไม่ใช่ 3ใน5 ยอมรับพิมพ์ตัวเลขผิดเอง

ในการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นอกสถานที่ ที่โรงแรมอิมพีเรียล หัวหิน บีช รีสอร์ท อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ เพื่อนำบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญมาทบทวนความถูกต้องและปรับปรุงเนื้อหาบางประเด็น เป็นวันที่สาม โดยก่อนการประชุม เวลา 09.00 น.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรธ. ถึงการบัญญัติเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญส่วนของบทเฉพาะกาลว่าด้วยที่มาของส.ว.ชุดแรก ให้อำนาจคสช.เป็นผู้ตั้งกรรมการสรรหาส.ว.ฯ และได้รับสิทธิคัดเลือกผู้ที่ผ่านการสรรหาให้เข้าดำรงตำแหน่งส.ว.ทั้ง 244 คน จากจำนวนทั้งหมด 250 คน ว่า ตนได้พูดกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แล้ว ซึ่งนายกฯ ได้ระบุว่า “โอเค” อย่างไรก็ตามสูตรของการเลือกส.ว.สรรหาดังกล่าว ไม่ใช่การปรับเปลี่ยนเนื้อหาจากหลักการที่กรธ.ได้ตกลงกันไว้ แต่เป็นเจตนาตั้งแต่เริ่มต้น ส่วนการกำหนดให้มีกรรมการสรรหา ส.ว. นั้นเพื่อให้เกิดการกลั่นกรอง และมีระบบของการตรวจสอบ ถ่วงดุล ซึ่งวิธีดังกล่าวกรธ.พยายามทำให้ดีที่สุดแล้ว

“เราคิดว่า เมื่อให้คนพวกหนึ่งไปสรรหา แล้วมีคนตัดสินที่ตัดสินจากคนที่ผ่านการสรรหามา เพื่อไม่ให้เลือกเอาเองตามใจชอบ หากให้คณะกรรมการสรรหา เป็นคนตัดสินสุดท้ายอำนาจทั้งหมดก็จะมาอยู่ที่กรรมการสรรหา และอาจขาดการตรวจสอบ อย่างไรก็ตามในขั้นตอนที่คสช. จะเลือกบุคคลให้เข้ามาเป็นส.ว. ในขั้นตอนสุดท้ายนั้น ร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ใดไว้ ขึ้นอยู่กับคสช. ที่จะพิจารณา ซึ่งประเด็นนี้ผมไม่ได้มองว่าให้ส.ว.มาสืบทอดอำนาจของคสช. เพราะส.ว.ที่ตั้งมานั้นไม่ได้มีอำนาจเลือกนายกฯ” นายมีชัย กล่าว

นายมีชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับระยะเวลาที่จะต้องสรรหา ส.ว.ทั้ง 250 คนให้แล้วเสร็จเมื่อใดนั้น กรธ. ยังไมได้ข้อสรุป แต่ได้วางหลักการเบื้องต้นคือต้องทำให้แล้วเสร็จใกล้เคียงกับการเลือกตั้งส.ส. เพื่อให้งานในสภาฯ เดินหน้าได้ ขณะที่การจัดทำบัญชีกลุ่มส.ว.ที่มาจากการเลือกกันเองตามสาขาวิชาชีพ จำนวน 200 รายชื่อนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ก่อนการเลือกตั้งส.ส. ประมาณ 15 วัน

ทั้งนี้การจัดทำบัญชีดังกล่าวแม้จะเรื่องของคะแนนมากน้อยมาเกี่ยว แต่เชื่อว่าไม่เป็นปัญหาหากผู้ได้คะแนนสูงสุดไม่ได้รับเลือก อย่างไรก็ตามการกำหนดกระบวนการเลือกกันเองของกลุ่มวิชาชีพเพื่อให้ได้ส.ว.นั้น ถือเป็นการทดสอบกลไกที่กรธ.ออกแบบไว้ในตัวบทหลักของร่างรัฐธรรมนูญ หากพบข้อเสียจะได้หาวิธีปรับปรุง และในขั้นตอนสุดท้ายที่คสช. เป็นผู้เลือกเพื่อให้เป็นพวกเดียวกันทั้งหมด ขณะที่ข้อกำหนดให้คสช. ทำบัญชีส.ว.สำรองกลุ่มละ 50 รายชื่อนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลังจากที่คสช. และ กรรมการสรรหา ส.ว. พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ หากพบว่าส.ว.ที่อยู่ในตำแหน่งไม่สามารถทำงานได้ จึงให้สิทธิส.ว.ในบัญชีสำรอง ซึ่งจะมีการจัดลำดับไว้แล้วมาทดแทนได้

“ในส่วนการเสนอบัญชีตัวจริง หรือตัวสำรอง ผมยังไม่ทราบว่ากรรมการสรรหา จะมีขั้นตอนทำอย่างไร ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งแบบที่ให้ กรรมการสรรหาเสนอบัญชีตัวจริงตามจำนวน และเสนอบัญชีตัวสำรองอีก 100 คน เพื่อให้คสช.เลือกได้ตามบัญชีที่ส่ง หรือไม่แยกบัญชีตัวจริงหรือสำรองก็ได้ซึ่งจะทำให้คสช.เลือกคนที่อยู่ลำดับต้นๆ ไปก่อน” นายมีชัย กล่าว


นายมีชัย กล่าวด้วยว่า ฐานะที่ตนเป็นสมาชิก คสช. จะไม่ขอเข้าร่วมกระบวนการได้มาซึ่งส.ว.สรรหา เพราะเห็นว่าหากไปเลือกบุคคลใดเขาก็ไม่รัก และคนที่ไม่ถูกเลือกก็เกลียดตน ดังนั้นขออยู่เฉยๆ จะดีกว่า ทั้งนี้การไม่ใช้สิทธิ์ดังกล่าว อาจไม่ต้องถึงขั้นบอกว่าถอนตัว แต่เมื่อถึงเวลาประชุมตนจะไม่เข้าร่วม


ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว นายมีชัย ได้ชี้แจงต่อประเด็นการใช้เกณฑ์เสียงข้างมากของที่ประชุมร่วมรัฐสภาเพื่องดเว้นการใช้ข้อกำหนดบัญชีนายกฯ ของพรรคการเมือง ที่เมื่อวันที่ 24 มี.ค. มีคำแถลงว่าใช้เสียง 3 ใน 5 แทนตัวเลขเดิมคือ 2 ใน 3ด้วยว่า เป็นความผิดพลาดของตนที่พิมพ์ตัวเลขผิด เป็นเพราะความสับสนหลังจากที่ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับตัวเลข ซึ่งมือของตนได้พิมพ์ตัวเลข 3 ใน 5 ในเอกสาร ทั้งนี้ข้อตกลงในที่ประชุมคือใช้เสียง 2 ใน 3 ดังนั้นถือเป็นความผิดพลาดของตนเอง ดังนั้นขอยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวให้ใช้เสียงเห็นชอบ2 ใน3 ของที่ประชุมร่วมรัฐสภา หรือ 500 คน และเมื่อได้รับความเห็นชอบ ทางสภาผู้แทนราษฎรต้องไปดำเนินการเลือกนายกฯ ไม่ใช่เลือกนายกฯ ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา

(ภาพ fb/คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ-2558)