"ร่างรธน. โค้งสุดท้าย..ไร้กังวล"
นับจากวันที่23- 26มี.ค. นี้ "คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)" ซึ่งนำโดย “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.” ได้ยกทัพทำงานนอกสถานที่ ที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ เพื่อทบทวนบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้ปรับปรุงเนื้อหาตามข้อเสนอของภาคส่วนต่างๆ และตกผลึกในหลักการเกี่ยวกับการเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ตามข้อเสนอของ เครือข่ายแม่น้ำ4สาย ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทั้ง3ประเด็น ได้แก่
1.ที่มาของส.ว.ชุดแรก จำนวน250คนให้มาจากการสรรหาโดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ คสช. จะเป็นผู้แต่งตั้ง โดยแบ่งเป็น200คนมาจากการสรรหาตามดุลยพินิจของกรรมการสรรหา และอีก50คนให้เลือกจากผู้ที่ผ่านการเลือกกันเองแบบไขว้กันตามสาขาวิชาชีพ ส่วนอำนาจหน้าที่ของส.ว.ชุดเปลี่ยนผ่าน ใจความสำคัญยังคงยืนยันตามบทบัญญัติเดิมทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย ขณะที่อำนาจตรวจสอบรัฐบาลยังให้สิทธิไว้เพียงการตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี และยื่นญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติให้รัฐมนตรีแถลงข้อเท็จจริหรือชี้แจงปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ปีละ1ครั้ง แต่ไม่ให้สิทธิการลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่เสมือนเป็นการไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ออกจากตำแหน่ง
2.เปิดช่องให้บุคคลที่อยู่นอกบัญชีของพรรคการเมืองดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ โดยใช้เสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร และ วุฒิสภา จำนวนไม่น้อยกว่า2ใน3หรือ500คน จากจำนวนสมาชิกรัฐสภา750คน ลงมติเว้นการใช้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการโหวตเลือกนายกฯ ตามบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง เพื่อผ่าทางตันของปัญหาที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ
และ3.รูปแบบเลือกตั้งส.ส. ที่ “กรธ.” ไม่ขอปรับตามข้อเสนอแนะ และยืนยันใช้ระบบเลือกตั้งโมเดลเดิม คือ จัดสรรปันส่วนผสม และใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเพราะได้วางกลไกที่สอดรับและเชื่อมโยงกับระบบเลือกตั้งส.ส.ด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวไว้ในหลายมาตรา
ทำให้การทำงานนอกสถานที่ ริมทะเลหัวหิน เป็นไปภายใต้บรรยายที่ไร้กังวล เพราะปลดล็อคความอึดอัดใจในการทำหน้าที่ ที่ “กรธ.” ต้องเลือกระหว่างการคงจุดยืนของตนเอง หรือ ทำตามใบสั่งของคณะรัฎฐาธิปัตย์
โดยกระบวนการของการทบทวนเนื้อหา ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปรับปรุง มียอดมาตรารวม262มาตรา ไม่นับรวมมาตราในบทเฉพาะกาลนั้น คือการพิจารณาความเชื่อมโยงของมาตราต่างๆ ที่เป็นกลไกใหม่เพื่อตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาในสังคมไทย โดยเฉพาะมาตราว่าด้วยการพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปประเทศ ที่จะให้อำนาจของส.ว.เป็นกลไกสำคัญในการผ่านร่างกฎหมาย รวมถึงพิจารณาถ้อยคำที่มีความหมายทันยุคทันสมัย ไม่กำกวม จนนำไปสู่การตีความ
หรือพิจารณาไม่ให้มีบทบัญญัติใดเขียนเนื้อหาที่ขัดหลักการในตัวของตัวเอง เช่น มาตราว่าด้วยที่มาของนายกฯ ที่กรธ. เขียนล็อคให้ พรรคการเมืองต้องเสนอชื่อผู้ที่พรรคจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไม่เกิน3รายชื่อ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเนื้อหาในมาตราเดียวเว้นช่องให้พรรคไม่เสนอรายชื่อก็ได้ ขณะที่มาตราที่เกี่ยวกับการเลือกนายกฯ ในสภาฯ กำหนดชัดเจนว่าต้องโหวตเลือกนายกฯ ตามผู้ที่มีชื่อในบัญชีของพรรคเท่านั้น ทำให้เป็นข้อสังเกตที่ “กรธ.” ต้องยกมาหารือเพื่อให้สิ้นความกำกวม และตรงตามหลักที่ให้การเปิดชื่อ “ว่าที่นายกฯ” ต่อสาธารณะเพื่อให้เป็นฐานสำคัญในการตัดสินใจลงคะแนนเลือกตั้งของประชาชน แทนการดูเฉพาะผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตเท่านั้น ดังนั้นการเขียนช่องผ่อนปรนให้ พรรคไม่ต้องส่งบัญชีรายชื่อนายกฯ จึงอาจเป็นปัญหา ดังนั้นต้องแก้ไข เบื้องต้นจะเขียนห้พรรคต้องส่งบัญชีรายชื่อนายกฯ อย่างน้อย1ชื่อ
ขณะที่รายละเอียดของ “ส.ว.สรรหา250คน” โดย “ประธาน กรธ.” ได้ขยายความไว้ว่า การสรรหาจะเกิดขึ้นได้จากการตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่กำหนดคุณลักษณะเฉพาะ เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารราชการแผ่นดิน โดยอำนาจของ “คสช.” จากนั้นให้กรรมการสรรหาเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติของการเป็นส.ว. ตามบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาทำหน้าที่ โดยมีสัดส่วนสำคัญ คือ6คนจะมาจากผู้ที่มีตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งส่วนนี้จะถูกยกเว้นความเป็นข้าราชการ, จำนวน194คนมาจากการเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามของการเป็นส.ว. และอีก50คนสรรหามาจากผู้ที่ผ่านการคัดเลือกกันเองแบบไขว้ ตามกลุ่มวิชาชีพ ซึ่งส.ว.สรรหาชุดแรกจะได้รับการงดเว้นหลักเกณฑ์ที่ต้องลาออกจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ภายใน90วันหลังจากที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ ทำให้ “สมาชิกสนช., สปท., ครม. และ คสช.” มีโอกาสได้รับการสรรหาเป็น ส.ว.
เมื่อกำหนดหลักการและกรอบที่ชัดเจน จึงไม่ใช่งานยากต่อการออกแบบบทบัญญัติ ตามทางที่ เซียนกฎหมายชั้นครูจะทำ และเมื่อยกทัพออกมาไกลจากศูนย์บัญชาการอำนาจแล้ว ทุกคนจึงยิ้มอย่างสบายใจแบบไร้กังวล


