เปิดวงถกร่าง รธน. กับอนาคตปฏิรูปไทย "ไพบูลย์" ชี้เห็นด้วยข้อเสนอ ส.ว.สรรหาช่วงเปลี่ยนผ่าน ค้านให้อำนาจซักฟอก
วานนี้ (20มี.ค.) ที่โรงแรมสุโกศล พญาไท มีงานเสวนา “ร่างรัฐธรรมนูญกับอนาคตปฏิรูปประเทศไทย” โดยกลุ่มกรีน และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.), นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมธิการขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.), นายพิเชษฎ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา, นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลียนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
นายไพบูลย์ กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่พูดกันคือการปฏิรูปการเมือง ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะต้องตอบโจทย์นี้ให้ได้ ทั้งนี้เมื่อพูดถึงเรื่องดังกล่าวแล้วก็หนีไม่พ้นเรื่องการปฏิรูประบบการเลือกตั้ง ซึ่งขณะนี้การร่างรัฐธรรมนูญก็ยังวนเวียนเรื่องการใช้บัตรใบเดียว บัตรสองใบ แบ่งเขตแบบย่อยบ้าง แบบใหญ่บ้าง โดยเป็นเรื่องของระบบการเลือกตั้ง ซึ่งไม่ได้แตะเรื่องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะต้องมีการระบุว่าให้ผู้สมัครชิงตำแหน่ง ส.ส. ลงสมัครโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยส่วนนี้รัฐจะต้องจัดการให้ แต่กลายเป็นกฎหมายกลับรับรองให้ใช้เงินได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท อย่างไรก็ดีในข้อเสนอส่วนบทเฉพาะกาลของแม่น้ำ 4 สาย ก็มีข้อดีอยู่ อย่างที่บทเฉพาะกาลที่แนะให้ มีการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่ มีผู้แทนเขตละไม่เกิน 3 คน และให้ประชาชนเลือกได้เพียงคนเดียว ก็ต้องขอชมว่าข้อเสนอนี้หลายเป็นการปฏิรูปการเลือกตั้ง ที่ไม่ได้อยู่ในบทหลัก
นายไพบูลย์ ยังได้กล่าวถึงข้อเสนอของแม้น้ำ 4 สายที่ แนะให้มี ส.ว. มาจากการสรรหาทั้งหมดในช่วง 5 ปีแรก ว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็น ส.ว. สรรหา ต้องกล่าวว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ที่ตนสัมผัสได้คือ ส.ว. สรรหานั้นสามารถถ่วงดุล ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งได้ ซึ่งแม้ว่าตามหลักการแล้ว ส.ส. จะต้องถ่วงดุลกับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่จริงๆแล้วไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้น ส.ว. สรรหาจึงตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ แต่ทั้งนี้ตนไม่เห็นด้วยที่จะให้ ส.ว. มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะจะเป็นการให้อำนาจเกินเลย และกลายเป็นการควบคุมมากกว่าการถ่วงดุล
“ ทั้งนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่า ถ้าจะปฏิรูปอะไรให้ไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน เช่น หากจะปฏิรูปพระพุทธศาสนา ก็ไปถามมหาเถรสมาคมก่อน หรือจะปฏิรูปตำรวจ ก็ไปถามตำรวจก่อน ถ้าเป็นเช่นนี้ชาติหน้าก็ไม่เห็นด้วย เพราะเขาคือตัวปัญหา เป็นการคิดแบบย้อนยุค และเมื่อปฏิรูปไม่สำเร็จ ก็ต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนบบ้าง เพราะข้าราชการเป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านถ้าไม่ทำอย่างนี้ ก็ไม่มีวันปฏิรูปได้ ” นายไพบูลย์ กล่าว
ขณะที่นายเสรีกล่าวว่าการร่างรัฐธรรมนูฐเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะต้องตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาประเทศ ทั้งนี้ความพร้มในการแก้ไขปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเท่านั้น หากจะต้องอยู่ที่ฝ่ายการเมืองมีความพร้อมที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าด้วย หากเพียงแค่อยากเลือกตั้งเท่านั้น เพื่อเข้าไปมีผลประโยชน์ในการเมือง ก็จะกลายเป็นว่าข้อเรียกร้องไม่ใช่การแก้ไขปัญหาประเทศ แต่เป็นเพียงความต้องการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ทาง กมธ.การเมือง ได้มีข้อเสนอต่อร่างรัฐธรรมนูญ เช่นการให้มี ส.ส.แบบเขต อย่างเดียวเพื่อสะท้อนปัญหาของคนในพื้นที่ โดยตัด ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อป้องกันไม่ให้นายทุนเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ในการเมือง ในส่วนของการแบ่งเขตนั้นก็ให้แบ่งเป็นเขตใหญ่ โดยมีตัวแทนเขตละ 3 คน คล้ายๆกับข้อเสนอของแม่น้ำ 4 สาย อีกทั้งในส่วนข้อเสนอที่ให้นายกฯมาจากคนนอกได้นั้น มีเพื่อต้องการแก้ไขปัญหายามวิกฤติ ซึ่งจะต้องใช้เสียงของ ส.ส. 3 ใน 5 โดยข้อเสนอต่างๆเหล่านี้ เป็นเพื่อการแก้ไขปัญหาของประเทศ
“มีการพูดกันเยอะว่า สิ่งที่ สปท. ทำหลายๆเรื่อง มีจุดประสงค์เพื่อสืบทอดอำนาจ ผมต้องขอเรียนว่าไม่ได้มีเจตนาสืบทอดอำนาจ แต่เป็นสิ่งที่ผู้มีหน้าที่ในปัจจุบันและเปลี่ยนแปลงทำให้ดีขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาให้เสร็จ ถ้าเรายังไม่สามารถจัดสรรทางออกของประเทศไทยได้ มันก็จะก่อให้เกิดช่องทางการทุจริตตามมา ในที่สุดแล้วการเมืองไม่สามารถคานอำนาจกันเองได้ ก็ต้องส่งผลให้ประชาชนออกมาเรียกร้อง ซึ่งผมอยากให้ประเทศเดินหน้าไปได้ด้วยกลไกที่มีประสิทธิภาพ” นายเสรีกล่าว
ทั้งนี้นายเสรีกล่าวถึงการเสนอคำถามประกอบการทำประชามติว่า กมธ.การเมือง จะมีการหารือประเด็นนี้ในวันอังคาร (22 พ.ค.) ก่อนเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ต่อไป แต่ส่วนตัวจะเสนอคำถามว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ เห็นด้วยหรือไม่กับผลงานที่ผ่านมา ซึ่งจะสะท้อนความพึงพอใจของประชาชนต่อรัฐบาล และทำให้เห็นทิศทางที่จะเดินไปข้างหน้าได้ง่ายขึ้น
ด้านนายพิเชฏฐ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงการเมืองล่าสุดเกิดขึ้นเพราะผู้มีอำนาจไม่ฟังเสียงประชาชน เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ย้อนไปถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็เช่นกัน ทั้งหมดเป็นประวัติศาสตร์ที่บอกเราว่าทุกครั้งที่ผู้มีอำนาจไม่ฟังเสียงประชาชนจะอยู่ไม่ได้ การปฏิรูปควรได้รับการดูแลอย่างจริงจัง ซึ่งถูกโยงกับรัฐธรรมนูญ ถ้าการเปลี่ยนแปลงไม่เกิด แต่การสืบทอดอำนาจเห็นชัดมากขึ้นจะเป็นปัญหา ในส่วนเรื่อง ส.ว.สรรหา 250 คนนั้น หากเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลก็ไม่สามารถตรวจสอบกันได้ และจะถูกตั้งคำถามถึงความยึดโยงกับประชาชน ตนขอเสนอทางสายกลางว่า ให้ประชาชนสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว.ในแต่ละจังหวัด แล้วให้มีคณะกรรมการสรรหาคัดเลือกผู้สมัคร ส.ว.ให้ได้ตามคุณสมบัติ แล้วส่งกลับไปให้ประชาชนเลือกตั้ง ทั้งนี้อนาคตของการปฏิรูปไม่ได้ถูกแขวนไว้กับรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะต้องทำให้เห็นว่าบ้านเมืองจะไปต่ออย่างไร หากไม่สามารถเอาคนดีเข้าสภาได้เป็นปัญหา หรือหากแต่งตั้งแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ก็ไม่ทำให้บ้านเมืองปฏิรูป ก็จะเป็นภาระประชาชนที่ต้องออกมาดูแลบ้านเมือง ฝากผู้มีอำนาจได้คำนึงถึงด้วย
“การกำจัดนักการเมืองชั่ว ข้าราชการชั่ว และนักธุรกิจที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์เป็นเรื่องดี ตนเห็นด้วย แต่ไม่ใช่มาจำกัดสิทธิประชาชนในการใช้อำนาจทางการเมือง ถ้าแยกสองเรื่องนี้ไม่ออกบ้านเมืองก็มีปัญหา เพราะประชาชนไม่ต้องการให้ใครเอาอำนาจมาย่ำยีสิทธิเสรีภาพเช่นเดียวกัน มิฉะนั้นวิกฤตบ้านเมืองแบบเดิมจะวนไม่มีที่สิ้นสุด” นายพิเชฏฐ กล่าว
ทางด้านนายสุริยะใส กล่าวว่าเรื่องการปฏิรูปมีการเสนอเยอะแยะไปหมด ดังนั้น คสช. และแม่น้ำ 5 สาย หนีไม่พ้นที่ประชาชนจะเอาประเด็นปฏิรูปเป็นตัวชี้วัดผลงานตลอดเวลา จากนี้ไปตนเชื่อว่ากระแสขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคประชาสังคมจะสูงขึ้น ซึ่งตนเข้าใจและเห็นใจ คสช.ที่พูดเรื่องช่วงเปลี่ยนผ่านแทบทุกวัน แต่ถามว่าทำไมถึงพูดแต่เรื่องช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีข้างหน้า ในขณะที่เรามีเวลาเหลืออีก 1 ปีครึ่งก่อนการเลือกตั้งได้ทำอะไรกันบ้าง ซึ่งมีอำนาจพิเศษสามารถทำได้เยอะ ไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองมีความไม่แน่นอน แต่คำถามคือ คสช.ได้วางเค้าโครงที่จะสร้างบ้านเมือง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไว้แล้วหรือไม่
“ประชาชนหวังที่ คสช. มากกว่าในตัวร่างรัฐธรรมนูญ เราเคยมีรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ก็ใช้ไปต่อไม่ได้ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปตอบโจทย์ช่วงเปลี่ยนผ่านมากเกินไปจนเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาก คสช.กำลังปล่อยให้การปฏิรูปไปอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญเกือบทุกเรื่อง ด้วยความเชื่อว่าเมื่ออยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วจะปฏิรูปได้ ซึ่งอยากเห็นแม่น้ำ 5 สายประกาศแผนปฏิรูปให้ชัดเจน และมีทิศทางที่เป็นเอกภาพกว่าที่ผ่านมา โดยต้องแยกเรื่องปฏิรูปออกจากร่างรัฐธรรมนูญ ผมอยากเห็นโรดแม็ปปฏิรูป ไม่ใช่โรดแม็ปเขียนรัฐธรรมนูญ” นายสุริยะใส กล่าว
ส่วนประเด็นข้อเสนอที่มา ส.ว.ของ คสช. นั้น นายสุริยะใส กล่าวว่าขอขอบคุณ คสช.ที่ได้ส่งข้อเสนออย่างชัดเจน ไม่เหมือนสมัยกมธ.ยกร่างฯ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน แต่เชื่อว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ อาจจะมีทั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) และ ส.ว.สรรหา ในร่างรัฐธรรมนูญของ คสช. เอง ก็มีคำถามอยู่หลายประการว่าทำไม ส.ว. ต้องอยู่ 5 ปี อยู่นานไปหรือไม่ หรือหมดวาระแล้วจะอยู่ต่อหรือไม่
ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาคัดเลือกเป็นใครที่สังคมยอมรับ ใครจะตรวจสอบและถอดถอนได้หรือไม่ ตนมั่นใจว่า คสช.ยังคิดต่อไม่สุด อยากให้คิดให้สุดจะได้วิจารณ์ถูก และไม่ต้องห่วงว่า คสช. และ กรธ. จะขัดแย้งกัน เพราะมีทางออก 3 ทาง คือ 1.นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ไม่ยอมทำตามข้อเสนอ คสช. และไม่ลาออก ไปวัดกันที่ประชามติ 2.กรธ. จะใช้แนวทางประนีประนอม อาจเสนอให้มี ส.ว.สรรหาครึ่งหนึ่ง และ 3.คสช.ยืนยันต้องเอาตามข้อเสนอที่ว่ามา ซึ่งหากเป็นกรณีนี้จริงตนก็คิดไม่ออกว่าจะมีประชามติหรือไม่ เพราะทุกวันนี้การเมืองไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ตลอดเวลา

