ประชาชนจะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับความเป็นประชาธิปไตยที่“ไม่เต็มใบ”
การเมือง ณ เวลานี้ ยังคงอยู่กับข้อเสนอของ“คณะรักษาความสงบแห่งชาติ”(คสช.)ที่เสนอต่อ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”(กรธ. ) ซึ่งต้องจับตารอดูกันต่อไปว่า กรธ. จะเอาอย่างไรต่อ ,จะอ่อนข้อให้กับ คสช. หรือไม่ ในข้อเสนอ“บทเฉพาะกาล” 3 ข้อ คือ
1 . ให้มี ส.ว. สรรหา หรือ คัดสรร หรือ แต่งตั้ง รวมทั้งโดยตำแหน่ง จำนวน 250 คน
2. การงดเว้นการบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งรายชื่อบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อ กกต.
3.ให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้น และมี ส.ส.ในแต่ละเขตเลือกตั้งจำนวนไม่เกิน 3 คน แต่ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง แต่ละคนใช้สิทธิเลือกตั้งได้เพียง 1 คน ซึ่ง กรธ. เตรียมเคาะข้อเสนอ คสช. ในวันที่ 21 มีนาคมนี้
ก่อนหน้านี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ถามถึงข้อเสนอของ คสช. ว่า ถ้าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ตนก็จะเขียนไปใหม่ ทำจนกว่าจะพิจารณา ไม่ดีก็ร่างใหม่ ตนเองมีอำนาจ
จึงต้องจับตาดูกันว่า สุดท้าย กรธ. จะยอมตามที่ คสช. เสนอหรือไม่ โดยเฉพาะ“มีชัย ฤชุพันธุ์ ” ประธาน กรธ. ที่ก่อนหน้านี้ ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับแม่น้ำอีก 4สาย คือ คสช.,ครม., สนช. , สปท.เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่า ไม่ต้องการผูกมัด จนถูกมองว่า “ แข็งขืน” แต่เอาเข้าจริง จะเป็นแค่ “เล่นละคร” หรือไม่ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์
คราวนี้ มาลงในรายละเอียดกัน อย่างประเด็นแรก ที่เสนอให้ ส.ว. 250 คน มาจากการสรรหา หรือแต่งตั้งและโดยตำแหน่งนั้น หากมองย้อนไปในอดีตจะพบว่า ใครเป็นผู้แต่งตั้ง สว.ก็จะจงรักภักดีต่อคนนั้นฉะนั้นอาจบอกได้ว่า สว.ก็เป็นตัวแทน คสช. อีกทั้ง ยัง มี ส.ว. โดยตำแหน่ง คือ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ , ปลัดกลาโหม, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ดังนั้นถ้า“ผู้นำเหล่านี้”ส่งสัญญาณอะไร บรรดา สว. สรรหาหรือแต่งตั้ง ก็ย่อมทำตาม
นอกจากนี้ การที่ให้ ส.ว. มีอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาล” ได้ ซึ่งโดยหลักการก็ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว ที่ให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาล” ที่มาจากการ“เลือกตั้ง ”ได้ อีกทั้งปกติอำนาจอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเป็นของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ ส.ว. ดังนั้น จึงถือว่าเป็นการให้อำนาจกับ ส.ว. อย่างมาก และเมื่อให้ ส.ว. สรรหาหรือแต่งตั้งอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะอยู่ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับ ส.ว. ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นเพียง “ไม้ประดับ” คนควบคุมรัฐบาล ชนิดเบ็ดเสร็จจริงๆ คือ ส.ว.
ส่วนกรณีที่เสนอให้งดเว้น การบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งชื่อ“ บุคคล” ที่เสนอให้เป็นนายกฯ ต่อ กกต. ตาม“บทถาวร” นั้น ก็เป็นการเปิดช่องให้สภาผู้แทนฯ เลือก “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกฯได้อย่างเต็มที่ เกิดการงุบงิบ ฮั้วกันในสภาได้ เพราะถ้าเป็นไปตาม “บทถาวร” ที่ให้พรรคการเมือง เป็นผู้คัดเลือกในเบื้องต้น ว่าจะใส่ชื่อใครใน “บัญชีชื่อนายกฯ” เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือก ก็เกรงว่า พรรคการเมืองจะไม่ใส่ชื่อ“บุคคล” ที่ไม่ได้เป็นคนของพรรคการเมือง ใน“บัญชีชื่อนายกฯ” ซึ่งจะเป็นการ “ปิดประตู” สำหรับคนของ คสช. ในการก้าวขึ้นสู่เก้าอี้ผู้นำประเทศ สานต่ออำนาจ
ข้อเสนอของ คสช. จึงเป็นความท้าทายที่ใหญ่หลวง ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย หากมองย้อนไปช่วงเหตุการณ์“พฤษภาทมิฬ” ตอนนั้น สว.ไม่ได้มีอำนาจเท่านี้ ก็ยังเกิดแรงเสียดทานจนเกิด“โศกนาฏกรรมทางการเมือง” ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นบททดสอบสังคมไทยอีกครั้ง
แม้ว่า คสช. จะให้เหตุผลว่าข้อเสนอต่างๆ นั้นเพื่อความเหมาะสมต่อสถานการณ์ที่จะ“เปลี่ยนผ่าน” ก็ตาม แต่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่า จะยอมรับได้มากน้อยแค่ไหนกับความเป็นประชาธิปไตยที่“ไม่เต็มใบ”





