คสช.ต้องการอะไร อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร ถึงได้ขอเวลาให้ วุฒิสภาที่มาจากการสรรหานี้อยู่นานถึง 5 ปี
ถึงแม้ว่า คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่ตอบรับ หรือปฏิเสธ “ข้อเสนอ” ของ คสช.ให้มีบทเฉพาะกาล สรรหาวุฒิสภาจำนวน 250 คน เอาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังทำการแก้ไขครั้งสุดท้ายหรือไม่ แต่คำถามก็คือ คสช.ต้องการอะไร อยากให้บ้านเมืองเป็นอย่างไร ถึงได้ขอเวลาให้ วุฒิสภาที่มาจากการสรรหานี้อยู่นานถึง 5 ปี
ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศนานนับ 10 ปี มีการเปลี่ยนแปลงประเทศเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะ ระบบราชการ ตำรวจ ทหาร องค์กรอิสระ
แม้กระทั่ง ศาลยุติธรรม ที่ไม่เคยมีเรื่องราวไม่ดีไม่งามปรากฏต่อสาธารณะ แต่ก็กลับมีเรื่องที่ว่า เมื่ออดีตนายตำรวจยศ พ.ต.อ. ถูกศาลสั่งจำคุก โดยไม่รอลงอาญา 2 ปี เพราะไปเสนอสินบนให้ศาล
คสช.ทำหนังสือข้อเสนอแนวทางการปรับปรุงบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญไปยัง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้มีการหารือจาก 4 ฝ่าย คือ หัวหน้า คสช. นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าครม. ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
แหล่งข่าวจาก คสช.บอกว่า ข้อเสนอของ คสช.ที่ออกมาอย่างนั้นก็เพราะระบบ และโครงสร้างประเทศไทยไม่เปิดทางให้มีการแก้ไขภายในระยะเวลาสั้นๆ บางอย่างต้องแก้กฎหมาย บางอย่างต้องรอระยะเวลา ถึงแม้หัวหน้า คสช.จะมีอำนาจพิเศษ แต่การใช้อำนาจบ่อยเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
โดยเฉพาะช่วงของการ “เปลี่ยนผ่าน” ของบ้านเมือง การใช้อำนาจพิเศษอาจไม่ช่วยให้บ้านเมืองเกิดความสงบ สามัคคี แต่อาจทำให้ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น
นั่นคือที่มาของคำสั่งให้ฝ่ายกฎหมายของ คสช.ไปทำข้อเสนอไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
แต่ระยะเวลา 5 ปี ที่คสช.ขออยู่ดูแลประเทศไทยนั้น มากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วน โดยเฉพาะของตำรวจนั้น ดูเหมือนการวางตัว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ขึ้นเป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นั้นนับเป็นสัญญาณอ่อนๆ แล้ว เนื่องจาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ มีอายุราชการยาวไปถึงปี 2563 มากพอที่จะทำให้ “สีแดง” เลือนหายไปจาก “สีกากี”
ส่วนกองทัพนั้นไม่ต้องพูดถึง เอกภาพของเหล่าทัพทุกเหล่าในวันนี้ จะส่งผ่านไปยังน้องๆ ที่กำลังเติบโตก้าวขึ้นตามไลน์ที่ได้มีการวางเอาไว้อย่างมั่นคง และเป็นกำแพงเหล็กป้องกัน “ส.ว.สรรหา” ได้อย่างแข็งแกร่ง
ขณะที่เจ้าหน้าที่ราชการหน่วยงานอื่นๆ ก็จะค่อยๆ ถูกกลืนเข้าไปตามกรอบที่ คสช.มอบหมายให้สภาปฏิรูปแห่งชาติได้วางเอาไว้ เพียงแต่ในระดับหัวแถวนั้น ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงนับแต่ที่ คสช.ก้าวเข้ามาบริหารประเทศแล้ว
5 ปี นั้นมากพอที่จะเปลี่ยนปลัดกระทรวงได้อย่างน้อย 3 คน ถ้าเป็นกระทรวงมหาดไทยที่ใกล้ชิดประชาชนก็เปลี่ยนผู้ว่าราชการจังหวัดได้ครบ 77 จังหวัดกันเลยทีเดียว
เป้าหมายใหญ่ที่ คสช.มุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกกลุ่มก็คือ “นักการเมือง” ที่เคยเป็นตัวการสร้างความแยกแตก แต่ในบทเฉพาะกาลที่มีอายุ 5 ปี ตามข้อเสนอของ คสช.ไม่ได้ร้องขอเอาไว้
แต่ในตัวร่างรัฐธรรมนูญหลักนั้น กำหนดคุณสมบัตินักการเมืองไว้มากพออยู่แล้วว่า นักการเมืองสายพันธุ์ก่อนหน้าที่จะมีการยึดอำนาจ หากยังไม่ปรับเปลี่ยนแนวคิด พฤติกรรม นอกจากจะไม่มีที่ยืน แล้วยังอาจจะต้องย้ายสำมโนครัวไปอยู่ในสถานกักกัน
จะมาหาเสียงพูดจาตามอำเภอใจ เพื่อเอาคะแนน แล้วเข้าไปทำเรื่องราวจนสร้างความเสียหายให้บ้านเมืองอย่างที่ผ่านมาไม่ได้อีกแล้ว
“ความผิด” อาจจะเกิดตั้งแต่หลุดปากพูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือน่าจะสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองเสียด้วยซ้ำไป
นั่นคือสาเหตุสำคัญที่ คสช.ต้องการให้ ส.ว.สรรหา อยู่นานถึง 5 ปี เพราะ ส.ว.สรรหา จะเป็นหลักประกันให้ รัฐธรรมนูญที่กรรมการยกร่างกำลังแก้ไขตามข้อเสนอแนะอยู่นี้ ไม่ถูกยกเลิกหรือถูกแก้ไขได้ง่ายๆ
อย่างน้อยๆ ก็จนกว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดที่ 2 หลังรัฐธรรมนูญบังคับใช้ก็จะเข้ามาประกาศแนวนโยบายแห่งรัฐจะไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่
เพราะส่วนหนึ่งที่ คสช.กังวลก็คือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่มักจะถูกรื้อ ยกเลิก ชะลอ โดยรัฐบาลใหม่ จนทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปอย่างล่าช้า หรือมีค่าใช้จ่ายเพิ่มทั้งที่ไม่ควรจะมี
เรื่องสำคัญที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอให้ คสช.แก้ไข และให้ สนช.พิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผ่านร่างกฎหมายก็คือ เรื่องการปฏิรูปสงฆ์และกิจการของวัดที่ถูกปล่อยปละละเลยกันมานาน จนเกิดการบิดเบือนพระธรรมวินัย พระไตรปิฎก ส่งผลให้สังคมแตกแยก ซึ่งการแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องใช้เวลา
ทั้งหมดนั้นคือ เหตุผลที่ต้องขอเวลา 5 ปีที่แหล่งข่าวจาก คสช.ยืนยันว่ามีเจตนาเช่นนั้น!





