"นิกร"เปรียบส.ว.ลากตั้ง 250 คน เป็นคปป.กำกับรัฐบาลทำการเมืองไร้เสถียรภาพ จวกเลือก ส.ส.พวงเล็กทำพรรคการเมืองแตก เลิกเสนอบัญชีนายกฯเปิดช่องคน
นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึง 3 ข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก คสช. ว่าเป็นเรื่องหนักสำหรับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพราะข้อเสนอดังกล่าวมาจากแม่น้ำ 4 สาย โดยเฉพาะ คสช. ที่เป็นต้นกำเนิด กรธ. ประเด็นสำคัญคือ การวางกลไกแบบคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)ใส่ไว้ในรัฐสภา ในลักษณะให้ ส.ว.มาจากการสรรหาทั้งหมด 250คนคอยกำกับ ควบคุมรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แม้จะไม่ให้มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แต่การให้มีอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ทำให้มีอำนาจสูงมาก ส.ว. 250 ต้องการเสียงจากส.ส.ฝ่ายค้านอีกเพียง 126 เสียง ก็สามารถถอดถอน ครม. ได้ทั้งคณะ ดังนั้นรัฐบาลทุกชุดสามารถถูกคว่ำได้อย่างง่ายได้ ผลกระทบคือ รัฐบาลชุดต่อไปจะไร้เสถียรภาพ
ส่วนข้อเสนอให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ พรรคการเมืองก็จะเห็นด้วย เพราะบัตรใบเดียวยุ่งยากและมีปัญหา แต่การให้ขยายเขตเลือกตั้งเป็น 3 คน แต่ให้ประชาชนเลือกได้ 1 คน ที่เราเคยใช้และเรียกกันว่า“พวงเล็ก”จะ ทำให้พรรคใหญ่เกิดปัญหา ไม่รู้จะจัดคนลงสมัครอย่างไร การหาเสียงจะทำได้ยาก ไม่รู้จะช่วยใครหาเสียง จนอาจไปสู่การทะเลาะกันเองในพรรค จนถึงขั้นทำให้พรรคแตกได้ ผลคะแนนที่ออกมามันจะดูดไปที่ผู้ชนะอันดับหนึ่งคนเดียว ส่วนคะแนนที่เหลือจะเอื้อให้ถูกแทรกไปยังพรรคเล็ก
นายนิกร กล่าวว่า ขณะที่ แบบบัญชีรายชื่อที่ให้ใช้บัตรอีกใบ ก็เขียนมากว้างๆ ไม่ระบุชัดว่า จะนับคะแนนอย่างไร หากนับแบบแยกกัน โดยคิดเฉพาะบัญชีรายชื่อ จะไม่มีปัญหา แต่หากนำวิธีคิดแบบสัดส่วนผสมของเยอรมัน ใช้จำนวนส.ส.ทั้งหมดมากำกับ ก่อนแล้วค่อยคิดแบบบัญชีรายชื่อ จะทำให้เคลียร์ไม่ลง มีปัญหาการคิดคะแนนยิบย่อยมาก ส่วนการของดเว้นการเสนอ 3 รายชื่อ นายกรัฐมนตรี ก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเปิดช่องให้คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯอย่างแน่นอน เพราะหากกำหนดไว้แบบเดิม พรรคการเมืองก็จะเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีแค่คนเดียว และจะเป็นคนที่เป็น ส.ส. ไม่ใช่คนนอก ข้อเสนอแบบนี้ จะเกิดการล็อบบี้นายกรัฐมนตรีกันในสภา นำไปสู่การเกิดความขัดแย้งทางการเมืองได้อีก
"ผมเชื่อว่ากรธ. จะตอบสนองปรับแก้ตามข้อเสนอเกือบทั้งหมด ส่วนไหนที่ไม่ตอบสนองก็คงจะมีคำอธิบายตามมา ซึ่งนับจากวันที่ 29 มี.ค. ที่ร่างรัฐธรรมนูญสุดท้าย จะเสร็จสิ้น ก็เป็นเรื่องของประชาชน ว่าจะเห็นเป็นอย่างไร และตลอดระยะเวลาอีก 6 เดือน ก่อนการทำประชามติ กระแสเสียงจะไหลไปในทิศทางไหน ไม่มีใครรู้ได้"นายนิกร กล่าว





