นักวิชาการแนะปฏิรูปนิติศาสตร์ ตอบสนองความต้องการของสังคม
ดร.ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ดำเนินการจัดโครงการสัมมนา เรื่อง “แนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนนิติศาสตร์”ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ชั้น 16 อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี โดยมีคณาจารย์คณะนิติศาสตร์จากหลายสถาบันเข้าร่วมการประชุมกว่า 50 คน อาทิ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ รองศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ ศาสตราจารย์ ดร. บรรเจิด สิงคะเนติ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วิชัย ศรีรัตน์ รองศาสตราจารย์ มาลี พฤกษ์พงศาวลี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปการเรียนการสอนคณะนิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรีเพื่อสร้างนักกฎหมายที่มีประสิทธิภาพและมีความรับผิดชอบต่อสังคม
รองศาสตราจารย์ ณรงค์ ใจหาญ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า โดยปกติแล้วการปรับปรุงหลักสูตรนิติศาสตร์จะมีการจัดทำในทุก 3 ปี 5 ปี อย่างไรก็ตาม การปรับปรุงในลักษณะดังกล่าวเป็นการปรับปรุงหลักสูตรเพียงเล็กน้อย แต่การประชุมร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อการปรับปรุง ออกแบบ และพัฒนาโครงสร้างหลักสูตรนิติศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม การจัดทำหลักสูตรนิติศาสตร์จะต้องคำนึงถึงตลาดการทำงานของนักศึกษาที่เรียนจบมาแล้วด้วย เพื่อเป็นการเชื่อมโยงวิชาชีพกับหลักสูตรนิติศาสตร์ ซึ่งในปัจจุบัน การเรียนการสอนนิติศาสตร์ให้ความสำคัญกับระดับภูมิภาค จึงจะต้องร่วมกันพิจารณาว่าจะพัฒนานิติศาสตร์ ให้ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างไร นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ณรงค์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนากลไกการเรียนการสอนนิติศาสตร์จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เรียนนิติศาสตร์ที่มีจำนวนมากด้วย
ด้านรองศาสตราจารย์ มาลี พฤกษ์พงศาวลีกล่าวว่า การเรียนการสอนนิติศาสตร์จะต้องตระหนักถึงภารกิจของกฎหมายที่มีต่อสังคมด้วย ซึ่งจะต้องมองในบริบทของสังคมที่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย
ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชาตรี เรืองเดชณรงค์ คณะบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความเห็นว่า การเรียนการสอนวิชานิติศาสตร์ควรจะมีหลักสูตรที่มีวิชาโทให้กับผู้เรียน การปรับปรุงหลักสูตรจะต้องคำนึงถึงการทำงานหลังจบการศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาวิธีคิด และมุมมองในการวิเคราะห์ปัญหาในเรื่องกฎหมาย ดังนั้น การสอนเรื่องการวิเคราะห์นั้นจะต้องอาศัยองค์ความรู้ในหลากหลายศาสตร์มาประกอบกัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชาตรี ยังได้เสนอให้ลดบทบาทอาจารย์ผู้สอนลงมาเป็นรูปแบบของการให้คำแนะนำ แนะแนวทาง เพื่อให้ผู้เรียนได้คิดมากขึ้น
ด้านศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ กล่าวแสดงความเห็นต่อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยว่า ที่ผ่านมา การเรียนการสอนกฎหมายให้ความสำคัญกับการสอบเนติบัณฑิตมากจนเกินไป ทำให้การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยมุ่งให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับการสอบเนติ อย่างไรก็ตาม การจัดทำหลักสูตรนิติศาสตร์จะต้องคำนึงถึงการทำงานวิชาชีพในสังคมด้วย เนื่องจากในการทำงานวิชาชีพกฎหมายนั้น ประสบการณ์ของผู้เรียนจะต้องเพียงพอ ดังนั้น การวางแนวทางในเรื่องหลักสูตรจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ศาสตราจารย์พิเศษ วิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเรียนการสอนที่มีลักษณะเป็นคลินิกกฎหมายนั้นเป็นประโยชน์มาก เนื่องจากการที่ผู้เรียนได้ลงพื้นที่จริง ทำให้มีโอกาสศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม รู้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและช่วยเหลือสังคมได้จริง
นายกฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กล่าวแสดงความเห็นด้วยกับเรื่องค่านิยมการศึกษากฎหมายในปัจจุบัน โดยเห็นว่า นักศึกษากฎหมายส่วนใหญ่มีค่านิยมต่อการเรียนกฎหมายว่าเรียนเพื่อไปสอบเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการ ซึ่งค่านิยมดังกล่าวอาจทำให้แนวความคิดการเรียนการสอนเรื่องปรัชญากฎหมายถูกละเลย
ในที่ประชุมได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรี ว่ายังไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร นายขรรค์เพชร ชายทวีป จึงเสนอให้มีกองทุนสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนนิติศาสตร์ในระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ ยังได้เสนอให้ที่ประชุมร่วมกันพิจารณาการนำเรื่องคุณธรรมกับจริยธรรมสำหรับนักกฎหมายสอดแทรกเข้าไปในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย
ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนนิติศาสตร์นั้น จะต้องมีการปรับปรุง และพัฒนาทั้งในแง่ของผู้เรียนและผู้สอน รวมถึงจะต้องให้ความสำคัญกับสื่อการเรียนการสอน ตำรา หนังสือเรียนกฎหมายต่าง ๆ โดยผู้เข้าร่วมประชุมจะร่วมกันระดมความเห็นเพื่อกำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาให้เป็นรูปธรรม แล้วจึงจะนำแนวทางการจัดทำกรอบหลักสูตรดังกล่าวไปรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องให้ร่วมกันพิจารณาอีกครั้ง เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนนิติศาสตร์ต่อไป
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 9 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฎชัยภูมิ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนนิติศาสตร์รายวิชา ระดับปริญญาตรีใน 6 กลุ่มวิชา ได้แก่ กฎหมายแพ่ง กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง นิติปรัชญา กฎหมายอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายมหาชน





