รองคณบดีฯ ม.รังสิต วิเคราะห์ "ทักษิณ" พูด พร้อมเปรียบเทียบ "ทักษิโณมิกส์" กับ "เศรษฐศาสตร์แบบอ.ป๋วย"
เพจเฟซบุ๊คของนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต โพสต์ข้อความระบุว่า ทักษิโณมิกส์กับเศรษฐศาสตร์แบบอ.ป๋วย
อ่านบทปาฐกถาของนายทักษิณ ชินวัตร ที่สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) 9 มี.ค. 2559, มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาล่าสุด
การพูดครั้งนี้ดูเหมือนทำการบ้านมามากกว่าทุกครั้ง เนื้อหาในภาพรวมทักษิณได้เน้นย้ำถึงพลวัตทางเศรษฐกิจโลกที่มีสหรัฐฯและจีนเป็นศูนย์กลาง และได้สาธยายให้เห็นถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายทางเศรษฐกิจระดับโลก ที่ทักษิณเรียกว่า "เศรษฐกิจแบบเครือข่าย" และโดยเฉพาะบทบาทของอีคอมเมิร์ช ที่เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษใหม่
และจากนั้นทักษิณได้ตั้งคำถามต่อสังคมไทยว่าเราจะอยู่รอดได้อย่างไร ภายใต้ความท้าทายเช่นนี้ โดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อรับมือกับนวัตกรรมการค้าการลงทุนที่ไทยมีความได้เปรียบทั้งทางภูมิเศรษฐศาตร์ (Geo-Economics) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) ในช่วงท้ายๆ หนีไม่พ้นที่ทักษิณได้วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ คสช. ที่ดูเหมือนสวนทางกับกระแสโลกและจะทำให้ไทยล้าหลังสูญเสียโอกาสมากมายจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกใบนี้
ทักษิณพยายามจะบอกว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้าใจและตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่สิ่งที่ทักษิณไม่ได้พูดถึงและแทบจะไม่ค่อยได้ยินเลยคือการพูดถึงต้นทุนและจุดแข็งของสังคมไทยในบริบทการเปลี่ยนแปลงที่เราถูกขนาบข้างด้วยสหรัฐฯและจีน พยายามแต่จะกระตุ้นให้ไทยต้องวิ่งตาม วิ่งแข่งกับโลกกับคนอื่นตลอดเวลา แต่ไม่เคยคิดแข่งกับตัวเองหรือพึ่งตัวเอง เเศรษฐกิจแบบทักษิณจึงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาต่างชาติตลอดเวลา
ไม่คิดพึ่งพาตัวเองหรือพึ่งพิงเศรษฐกิจภายในประเทศ วิธีคิดแบบนี้มิใช่แค่ทักษิณเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ก็อยู่ในสำนักคิดนี้ จึงเห็นบ่อยครั้งที่เวลาสหรัฐฯทรุด เราก็วิ่งซบจีน เวลาจีนถดถอย เราก็แบกหน้าหาสหรัฐฯ จนลืมสร้างเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็ง ก่อนไปวิ่งแข่งกับมหาอำนาจ
แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบทักษิณ จึงสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเศรษฐศาตร์ของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือแม้แต่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง แน่นอนโลกเปลี่ยนเราต้องปรับ แต่ไม่จำเป็นที่โลกเปลี่ยนเราต้องเปลี่ยนตามทุกๆเรื่องเสมอไป และคุณสมบัติของผู้นำ (Leadership) การเปลี่ยนแปลงที่ชาญฉลาดที่สุดคือ ใครได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นคนหยิบมือเดียวหรือคนทั่วไป
ถ้าคุณทักษิณมีเวลาควรหาข้อเขียน "จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน" ของ อ.ป๋วย มาอ่าน จะเข้าใจถึงเศรษฐศาสตร์การพัฒนาทางเลือกและจะเป็นทางรอดของสังคมไทยได้จริง เพราะเป็นการพัฒนาที่ทั่วถึงและเป็นธรรม และเห็นความแตกต่างระหว่างประชานิยม (Populist) กับสวัสดิการนิยม (Socisl welfare) ไม่ต้องอ้างหรือเดินตามฝรั่งทุกเรื่องไป และจะได้พบทางสว่างว่าคุณค่าแบบไหนที่เศษฐกิจโลกในศตวรรษใหม่ต้องคำนึงถึงและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ความท้าทายที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่แค่กับสังคมไทยที่ต้องอยู่รอดได้อย่างไร ในสภาวะโลกใบใหม่แบบนี้เท่านั้น หากแต่ก็ท้าทายวิธีคิดทักษิณเช่นกันว่า หมดยุคเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) แล้วหรือยัง เพราะไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืนจริง...





