"โคทม"ชงตั้งองค์กรคล้ายส.ส.ร. หากร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ด้าน"สุนี"ขู่คว่ำร่างรธน.หากdระทบต่อสัดส่วนการมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้หญิง
ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีจัดงานเสวนา “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะปฏิรูปประเทศไทยได้จริงหรือ” โดยนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันตวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวตอนหนึ่งว่า ระบบการเลือกตั้งแบบบัตรใบเดียว ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่ให้เลือกแบบบัตรใบเดียว ยังไม่มีความชัดเจนว่า เขตนั้นไม่มีผู้สมัครแบบแบ่งเขตแล้วจะเป็นอย่างไร อีกทั้งยังเป็นการริดรอนสิทธิ เลือกคนเลือกพรรคด้วย ทั้งนี้หากพรรคไหนต้องการที่นั่ง ก็จะต้องส่งผู้สมัครให้ครบ 350 ส่วนที่มาของ ส.ว. ที่ให้มาจากกลุ่มต่างๆ 20 กลุ่ม ซึ่งความเป็นจริงแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนที่ต่างกัน ก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจะให้แต่ละกลุ่มมีโควต้า ส.ว. เป็นอย่างไร โดยเป็นการเขียนแบบกว้าง ซึ่งน่าจะมีการระบุรายละเอียดในกฎหมายลูกอีกที อย่างไรก็ดีขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลกำลังกดดัน กรธ. ให้มี สว. แบบสรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งตนยังไม่มั่นใจว่าการทำเช่นนี้จะนำไปสู่ ประชาธิปไตยโดยประชาชนอย่างไร
นายโคทม กล่าวอีกว่า ในกรณีที่เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ให้นำรัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 มาปรับปรุงและใช้ภายใน 30 วัน และตนคิดว่า ในเมื่อมีความพยายามร่างรัฐธรรมนูญแต่ไม่ผ่านถึง 2 รอบ ก็ขอให้มีการเลือกตั้งตามปกติ และกำหนดในบทเฉพาะกาล เพื่อจัดตั้งองค์กรเหมือนอย่างสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยให้มีอายุเท่ากับรัฐบาลเลือกตั้ง และให้ทำรัฐธรรมนูญจากการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวางที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เป็นฉบับสัญญาประชาคมหรือฉบับปรองดอง ที่ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ
ในส่วนเรื่องของความเสมอภาคทางเพศนั้น นายโคทมกล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคการเมืองที่มีแต่ผู้หญิง เพราะจะกลายเป็นว่ากีดกันผู้ชายด้วย ซึ่งไม่มีประเทศใดทำได้ และทำสำเร็จ อย่างไรก็ดีในหลายๆประเทศได้พิสูจน์แล้วว่า หากส่งผู้หญิงลงสมัครเยอะขึ้น ก็มีโอกาสได้รับเลือกมากขึ้น ซึ่งถ้าพรรคไม่ยอมส่งผู้หญิงลงสมัคร ก็ต้องไปแก้มาตรา 82 ในร่างรัฐธรรมนูญ ก็ให้เติมเลยว่า จะต้องส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขต เพศใดเพศหนึ่งรวมแล้วร้อยละ 40 ของผู้สมัครทั้งหมด ซึ่งอาจเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงที่เป็นส่วนน้อยก็ได้ ส่วนการจัดทำบัญชีรายชื่อในมาตรา 85 ตนขอเสนอว่า ให้ทุกๆ10 ชื่อของในบัญชีรายชื่อ ต้องมีเพศหนึ่งเพศใดไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ส่วนตัวว่าถ้าทำแค่นี้ได้ ก็ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งแล้ว
ด้านนางสุนี ไชยรส ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมความเสมอภาค และความเป็นธรรมวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้ประสานงานร่วมกลุ่มขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove) กล่าวว่า เมื่อดูที่มาของ ส.ว. ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยังคงไม่ชัดเจนในหลายๆเรื่อง ซึ่งต้องติดตามต่อในกฎหมายลูก เป็นที่น่าสนใจว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมการร่างกฎหมายลูกอย่างไร เพราะประชาชนมีสิทธิทำประชามติในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่มีสิทธิทำประชามติต่อกฎหมายลูก จึงอยากให้ กรธ. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดูกระบวนการทำ พ.ร.บ.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2542 ที่เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยตอนเสนอร่างแรกได้รับเสียงวิจารณ์ด้านลบ แต่ก็ได้รับการปรับปรุงจากเวทีประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นองค์ประกอบให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จึงอยากให้กรณีนี้ เป็นตัวอย่างของการรับฟังความคิดเห็นการทำกฎหมายลูกด้วย
ทั้งนี้ นางสุนี กล่าวอีกว่า ขอให้ กรธ. อธิบายเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญที่มีการปรับแก้ให้ประชาชนเข้าใจ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งกลุ่มเราก็ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจว่า ร่างรัฐธรรมนูญได้มีการแก้ไขตามที่กลุ่มได้เรียกร้องหรือไม่ ตนจึงพูดแต่เรื่องเดิมๆ ส่วนที่มีคำขู่ที่ว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะไม่มีการเลือกตั้งนั้น ขอเรียนว่าเราต้องการการเลือกตั้ง แต่ไม่ต้องการรัฐธรรมนูญที่ไม่ดี และแก้ไขยาก หากร่างรัฐธรรมนูญยังคงแก้ไขได้ยากและกระทบต่อสัดส่วนของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เราก็จะไม่ให้ผ่าน ทั้งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายโคทม ถึงทางออกหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ




