วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จี้นายกฯตรวจสอบจดหมายของ'วิษณุ'

"เรืองไกร" จี้นายกฯตรวจสอบจดหมายน้อยของ "รองนายกฯวิษณุ" หลังเขียนถึงกรมราชทัณฑ์ ส่อผิดระเบียบเรื่องจริยธรรมขรก.การเมือง

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ฝั่งสำนักงานก.พ. นายนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องขอให้ตรวจสอบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กรณีทำจดหมายถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ว่า เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 หรือไม่และการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ฝ่าฝืนมาตรา 123 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือไม่

นายเรืองไกร กล่าวว่า ได้พบเห็นการกระทำของนายวิษณุ ตามข้อเท็จจริงกรณีนายวิษณุได้เขียนหนังสือด้วยลายมือพร้อมลงลายมือชื่อของตนเองถึงอธิบดีราชทัณฑ์ ซึ่งต่อมานายวิษณุ ได้ทำจดหมายดังกล่าวจริง ต่อมานายวิษณุได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าไม่คิดฟ้องร้องคนเปิดเผยจดหมายน้อย ชี้เป็นการส่งหนังสือถึงอธิบดีราชทัณฑ์ เพื่อถามความเห็นยันตั้งใจเปิดเผยไม่ได้หลบซ่อน ซึ่งตนมองว่าการทำจดหมายดังกล่าวของนายวิษณุอาจเข้าลักษณะที่ขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 เนื่องจากนายวิษณุเป็นรองนายกรัฐมนตรี จึงเป็นข้าราชการการเมืองที่ระเบียบดังกล่าวกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และนายกรัฐมนตรีต้องกำกับดูแล

นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า การทำจดหมายดังกล่าวของนายวิษณุ ซึ่งทำที่ห้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลตามเวลาราชการปกติ อาจเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ในมาตรา 123 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในพฤติการณ์ที่อาจทำให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีตำแหน่งหรือหน้าที่ ทั้งที่ตนไม่ได้มีตำแหน่งหรือหน้าที่นั้น เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่ไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจาคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตามการทำจดหมายดังกล่าวของนายวิษณุ ซึ่งต้องรู้แล้วว่า การพักการลงโทษไม่ใช่สิ่งที่มาขอแต่เป็นเรื่องที่ราชการจะพิจารณาเอง อาจเข้าลักษณะเป็นการฝ่าฝืนกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 58 แห่งพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ดังต่อไปนี้ คือ ข้อ 91 และ ข้อ 46

“การทำจดหมายดังกล่าวของนายวิษณุ ที่อ้างเรื่องปัญหาสุขภาพ และมีความจำเป็นต้องออกมาจัดการงานกล้วยไม้เอเซียแปซิฟิก อาจไม่เข้าลักษณะเกี่ยวกับความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษาและทำการงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ราชการเป็นพิเศษตามหลักเกณฑ์ในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 มาตรา 32 (5) และการทำจดหมายดังกล่าว ที่อ้างว่าผู้ต้องโทษ มีความจำเป็นต้องออกมาจัดการงานกล้วยไม้เอเซียแปซิฟิกซึ่งได้จัดมาหลายปีนั้น อาจเป็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับที่เว็บไซต์ของรัฐบาลไทยได้ลงเผยแพร่ไว้ ซึ่งระบุว่า งานประชุมกล้วยไม้เอเซียแปซิฟิก ครั้งที่ 12 มีการะทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร เป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 27 มีนาคม 2559 ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี ซึ่งได้รับอนุมัติโดยมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2556 โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมแผนประสานงานกับสมาคมกล้วยไม้ต่างๆ เพื่อเชิญชวนผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน” นายเรืองไกร กล่าว

นายเรืองไกร กล่าวว่า การทำจดหมายดังกล่าว ซึ่งกระทำในห้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลตามเวลาราชการปกติ เพื่อขอให้พิจารณาพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษแก่นายเจตน์ มีญาณเยี่ยม ในฐานะเคยเป็นนายกสมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย อาจจะไม่ชอบด้วยจริยธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงมีความจำเป็นต้องกราบเรียนให้นายกรัฐมนตรี พิจารณาดำเนินการต่อไปว่า การทำจดหมายดังกล่าวนั้นขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวมีลักษณะที่ฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกอบพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 หรือไม่ การทำจดหมายดังกล่าวเพื่อขอให้พักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษนั้น อาจไม่เป็นไปตามหลักกฎหมายราชทัณฑ์ เพราะหากนักโทษเด็ดขาดจะได้รับการพิจารณาให้ออกไปทำงานสาธารณะนอกเรือนจำ ก็ควรจะต้องดำเนินการตามความในพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2479 มาตรา 22 ทวิ (เพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2523)

“จดหมายของนายวิษณุ มีการอ้างถึง ท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ อาจารย์ใหญ่ โรงเรียนจิตรลดาไว้ด้วย จึงควรมีการเชิญท่านผู้หญิงอังกาบ บุณยัษฐิติ มาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยว่า มีความเกี่ยวข้องกับการทำจดหมายนี้อย่างไร หรือไม่ และสามารถรับรองความประพฤติของผู้ต้องโทษได้จริงหรือไม่ และมีความเกี่ยวข้องกับกรณีนี้ในฐานะใด” นายเรืองไกร กล่าว

นายเรืองไกร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายวิษณุ ยอมรับว่าได้ทำจดหมายดังกล่าวถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์จริง จึงอาจเป็นกรณีการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงที่นายวิษณุ ควรจะรับผิดชอบตัวเองตามความในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ข้อ 29 เพราะการพักการลงโทษกับการออกไปทำงานสาธารณะนอกเรือนจำเป็นคนละความหมายกัน แต่การชี้แจงเหตุและผลตามที่ปรากฏออกมา แสดงให้เห็นได้ว่านายวิษณุ ยังยืนยันว่า การทำจดหมายดังกล่าว ถ้าจะผิดคือไปทำโดยเปิดเผยโปร่งใส

ทั้งที่นายวิษณุ เป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายและประสบการณ์ทำงานด้านกฎหมายเป็นอย่างดี ดังนั้นการทำจดหมายเพื่อขอพักการลงโทษให้ผู้ต้องโทษดังกล่าว จึงอาจเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ข้อ 28 ที่ระบุข้อความไว้ว่าข้าราชการการเมืองต้องไม่คบหาหรือให้การสนับสนุนแก่ผู้ประพฤติผิดกฎหมายหรือผู้มีความประพฤติหรือมีชื่อในทางเสื่อมเสีย เช่น ผู้เปิดบ่อนการพนันหรือผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และข้อ 14 ที่ระบุข้อความไว้ว่าข้าราชการการเมืองต้องไม่ใช้หรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นข้าราชการการเมืองไปแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ในทางทรัพย์สินหรือไม่ก็ตาม

ดังนั้น เมื่อเหตุการณ์ที่กระทำเกิดขึ้นในสถานที่ราชการคือทำเนียบรัฐบาล ตามเวลาราชการปกติ การกระทำดังกล่าว และนายวิษณุ ก็ระบุชัดเจนในจดหมายว่าผู้มีส่วนได้เสีย (นายกสมาคม และบุตรภริยา) ได้มายื่นคำร้องขอให้พิจารณาพักการลงโทษเป็นกรณีพิเศษจึงเป็นข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่า การรับคำร้องดังกล่าวอาจทำไปในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเข้าข่ายลักษณะความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 จึงขอให้นายกฯ พิจารณาตรวจสอบความผิดดังกล่าวด้วย