วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ผู้ตรวจการฯ ชี้ตั้ง'สมเด็จช่วง' เป็นสังฆราชทำผิดขั้นตอน

ผู้ตรวจการฯ ชี้ตั้ง'สมเด็จช่วง' เป็นสังฆราชทำผิดขั้นตอน

เปิดคำวินิจฉัยผู้ตรวจการฯ : การตั้ง “สมเด็จช่วง” เป็นสังฆราชทำผิดขั้นตอน

กระบวนการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 สะดุดอีกครั้ง เมื่อ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” วินิจฉัยออกมาว่ากระบวนการเสนอชื่อ “สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์” หรือ “สมเด็จช่วง” เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 “ทำผิดขั้นตอน” และส่งคำแนะนำไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพื่อสั่งการให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย  

ประเด็นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย คือ มาตรา 7 ของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 (แก้ไขเพิ่มเติมปี 2535) โดยเฉพาะในวรรคสองที่บัญญัติว่า “ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.) เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”  

ทั้งนี้ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ และ พร้อมด้วย “นพ.มโน เลาหวณิช” อดีตศิษย์วัดพระธรรมกาย ร้องให้ผู้ตรวจการวินิจฉัยว่าหน่วยงานใดมีอำนาจในการเสนอชื่อแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช เนื่องจากนายไพบูลย์ มองว่า กฎหมายมีเจตนารมณ์ให้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มในการพิจารณาและเสนอนามของสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสทางสมณศักดิ์สูงสุดต่อมหาเถรสมาคม(มส.) เพื่อให้ความเห็นชอบดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราช แล้วจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูล ไม่ใช่ มส.เป็นผู้ริเริ่มหยิบยกขึ้นพิจารณาเสนอนามและลงมติเลือกเอง แล้วจึงเสนอนายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ เท่านั้น  

คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่มีทั้งหมด 9 หน้า แบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ  

ส่วนแรก วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากการประชุมของ มส.เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2559 ซึ่งมีมติเสนอชื่อ “สมเด็จช่วง” เพื่อให้นายกฯนำความกราบบังคมทูลเพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดย สม.ได้แจ้งมติดังกล่าวให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ ได้ส่งเรื่องให้นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ เพื่อส่งให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ “ขั้นตอนทั้งหมดเป็นการริเริ่มจาก มส.ทั้งสิ้น ไม่ใช่การริเริ่มจากนายกฯหรือรัฐบาลแต่อย่างใด”  

ส่วนที่สอง วินิจฉัยตามถ้อยคำตามลายลักษณ์อักษร ของ มาตรา 7 ซึ่งได้ผลสรุปว่า “เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้นายกฯเป็นผู้ริเริ่มเสนอชื่อพระสังฆราช”  

เป็นที่น่าสังเกตว่าในการวินิจฉัยของผู้ตรวจการนอกจากจะวิเคราะห์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยการตรวจสอบบันทึกหลักการและเหตุผลประกอบการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ เมื่อปี 2535 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ผู้ตรวจการยังใช้หลักภาษาไทยในการวินิจฉัยด้วย ดังข้อความในความวินิจฉัยตอนหนึ่งที่ระบุว่า  

“คำว่า “ให้” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ แปลความหมายว่า “มอบ อนุญาต เป็นคำกริยา บอกความบังคับ” จึงเป็นการ “ให้อำนาจแก่ผู้ที่กำลังจะกล่าวถึง” จากรูปประโยค “ให้นายกรัฐมนตรี...” มีนายกรัฐมนตรีเป็นภาคประธานของประโยค “โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม...” เป็นบทขยายประธานของประโยค “เสนอ” เป็นคำกริยาของภาคประธาน “นามสมเด็จพระราชาคณะ” เป็นกรรม “ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์” เป็นส่วนขยายกรรม ถ้าแปลความตามรูปประโยคจะเห็นว่า มาตรา ๗ แห่งพระราชยัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชยัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ คือให้อำนาจนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ โดยมหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ความเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ ตามนายกรัฐมนตรีเสนอนาม เมื่อมหาเถรสมาคมให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุดสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ นำขึ้นทูลเกล้าฯ พระมหากษัตริย์สมาปนาสมเด็จพระสังฆราช”  

ส่วนที่สาม มีการกล่าวไปถึงคุณสมบัติพระภิกษุที่จะเป็นพระสังฆราชด้วยว่า “ต้องมีจริยาวัตรสำรวมเรียบร้อย ไม่หวั่นไหวต่อโลกามิส เพียบพร้อมไม่ด่างพร้อย” ซึ่งในส่วนนี้ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปหรือไม่  

ข้อสรุปของผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ “การที่ผู้อำนวยการสำนักพุทธฯส่งผลการประชุม มส.เมื่อ 5 มกราคม 2559 ที่มีมติให้สมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชต่อ ”รมต.สุวพันธุ์“ เพื่อให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ของข้าราชการ และหน่วยงานของรัฐ” และเสนอแนะนายกฯ ให้สั่งการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย