ชัดเจนแล้วว่า เสียงที่จะใช้เป็นเกณฑ์ในการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์ นับเฉพาะ "รับ -ไม่รับ"
"วิษณุ เครืองาม" รองนายกฯ มือกฎหมายของรัฐบาล อธิบายเรื่องนี้ไว้ชัด เมื่อครั้งประชุมร่วมกันระหว่าง ครม. กับ คสช. ซึ่งได้เห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อเตรียมจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เกณฑ์ในการลงประชามติ ให้ยึด"คะแนนเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง" โดยจะนับคะแนนเฉพาะผู้ที่ลงคะแนนว่า เห็นชอบและไม่เห็นชอบ กับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นไม่รวมถึงบัตรเสียและที่งดออกเสียง
และยกตัวอย่างว่า "สมมติ มีผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียง 30 ล้านคน เห็นชอบ 12 ล้านคน ไม่เห็นชอบ 10 ล้านคน บัตรเสีย-งดออกเสียง 8 ล้านคน ก็จะนับเฉพาะคะแนนเห็นชอบ ที่ได้มากกว่าไม่เห็นชอบเท่านั้น ไม่รวมบัตรเสีย-งดออกเสียง ถือว่าได้เสียงข้างมากแล้ว โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องได้คะแนนถึง 15 ล้านคน ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ์
อธิบายง่ายๆว่า การใช้เสียงข้างมาก เป็นตัวชี้ขาด โดยหลักเราจะดูเฉพาะคนที่เห็นชอบกับไม่เห็นชอบ ในทางการนับต้องนับเฉพาะ "รับ -ไม่รับ" การที่คนเลือกจะงดออกเสียง คือ คนเหล่านั้นสละสิทธิ์ในเรื่องนั้นไป โดยธรรมชาติโดยหลัก ก็ไม่ควรถูกเอามานับ ไม่เช่นนั้นจะหาข้อยุติไม่ได้ ยกตัวอย่าง เมื่อมีคำถามอยู่ 2 อย่าง คือ 1 กับ 2 เราก็ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่เลือกเท่ากับว่าเรายอมให้คนอื่นตัดสินใจแทน ก็ต้องไปดูว่า คนเลือก 1 หรือ 2 มากกว่ากัน นี่คือ หลักพื้นฐานของการลงคะแนนเสียง ส่วนในเรื่องความชอบธรรมถ้าคนงดออกเสียงมากๆ ก็จะมีคำถามตามมา ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องกติกาการนับคะแนน
และหากเป็นไปตามนี้ ก็ถือว่า เป็นการออกแบบ ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติโดยง่าย เพราะใช้คะแนนเสียงไม่มาก
อีกทั้งในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราวในครั้งนี้ ไม่ได้มีการแก้ไข ในประเด็นที่ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการอย่างไรต่อไปไว้ด้วย เช่น จะตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก หรือหยิบเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดมาใช้ ดังนั้น เมื่อไม่สิ่งเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็นเวลาลงประชามติ โดยมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย เพียงร่างเดียว ให้ตัดสินใจว่า รับ หรือไม่รับ เอาหรือไม่เอา จึงมีคนมองว่า เท่ากับ "มัดมือชก" ให้คนโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย นั่นเอง เพราะแม้ว่าจะมีข้อบกพร่อง ไม่ถูกใจอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าไปหวังพึ่ง "น้ำบ่อหน้า" ที่ยังมองไม่เห็น เพราะ อาจจะเจอกับร่างรัฐธรรมนูญที่แย่กว่าก็ได้
สำหรับเรื่องเกณฑ์คะแนนเสียงที่จะให้ใช้เพียง “เสียงข้างมาก” ในการผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น เหมือนกับการทำประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่ในบางประเทศที่เห็นเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” เป็นเรื่องสำคัญ (จริงๆ ) อย่างน้อยต้องได้เสียงมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิหรือผู้มาลงคะแนน ยกตัวอย่าง เช่น มีคนออกมาใช้สิทธิ 30 ล้านคน เสียงที่จะถือว่าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติต้องได้มากกว่า15 ล้านเสียง หรือถ้าจะยกมาตรฐานให้สูงขึ้นอีก ก็ต้องกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเข้าไปด้วยว่า คนออกมาใช้สิทธิต้องเกินครึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงด้วย
แต่เมื่อตัดสินใจที่จะเลือกเอาเกณฑ์แค่เสียงข้างมาก ก็พอแล้ว ก็ต้องยอมรับในผลทางสังคมที่ตามมา ในการไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมมนูญฉบับมีชัย แม้ว่าจะผ่านประชามติ และดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐธรรมนูญในอนาคต


