วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กฎหมาย' สะท้อนเจตนาผู้ร่าง

คำกล่าวที่ว่า"ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น" ยังคงเป็นความจริง ไม่ว่ายุคใดหรือสมัยใด

คำถามที่เรามักจะได้ยินอยู่เรื่อยไปในขณะนี้คือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธานนั้นมีข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมาะสมหรือไม่ และนำไปสู่คำถามว่าเมื่อถึงขั้นลงประชามติควรจะตัดสินใจอย่างไรให้ผ่านหรือไม่ผ่าน 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะถึงคำถามดังกล่าวซึ่งเป็นเหมือนปลายทางของกระบวนการ  เราควรมาทำความเข้าใจกันตั้งแต่ต้นทาง เพราะจะนำมาซึ่งคำตอบดังกล่าวว่า เราสมควรที่จะกาบัตรให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวกลายเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทหรือไม่  

คำกล่าวที่ว่า“ชนชั้นใดร่างกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น” ยังคงเป็นความจริง ไม่ว่ายุคใดหรือสมัยใด ยุคสมัยและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ไม่มีข้อยกเว้น  ซ้ำยังจะมีความชัดเจนมากกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา 

ต้องเข้าใจกันตั้งแต่ต้นเลยว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ เกิดขึ้นมาจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557  ที่พวกเขามองว่ารัฐบาลที่ผ่านมาเป็นปัญหาของประเทศ และจะเอาให้ชัดยิ่งกว่านั้นก็เพื่อทำเรื่องที่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ทำไม่สำเร็จให้สำเร็จลุล่วงไปได้ 

แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขามองเป็นปัญหามีสองส่วน 1.นักการเมือง หรือเอาให้ชัดเฉพาะเจาะจงไปกว่านั้นคือ กลุ่มขั้วเครือข่ายของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ชนะการเลือกตั้งมาครั้งแล้วครั้งเล่า และยังมีทีท่าว่าจะคองใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งข้างมากไปอีกนาน  

และ 2.ระบบกฎหมายทีเอื้อต่อการเติบโตของนักการเมืองและพรรคการเมืองจนได้รัฐบาลเลือกตั้งที่เข้มแข็งจนเกินกว่าที่อีกกลุ่มขั้วอำนาจจะรับไหว หรือให้ชัดคือ รัฐธรรมนูญ 2540 นั้นเป็นปัญหาที่สร้างระบบการเมืองเช่นนี้ขึ้นมาและแม้จะถูกฉีกทิ้งในการรัฐประหารปี 2549 แต่ระบบ ระเบียบวิิธีคิดก็ถูกฝังลึกในจิตใจคนเรียบร้อยแล้ว  อีกทั้งโครงสร้างทางการเมืองตามแบบรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ถูกวางไว้เป็นมาตรฐานของการเขียนรัฐธรรมนูญแล้ว ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ยังคงมีกลิ่นของรัฐธรรมนูญ 2540 ทำให้ถูกมองว่า เป็นการทำงานที่ไม่เสร็จของคณะรัฐประหารปี 2549  

และสิ่งที่เราได้ยินตั้งแต่วันแรกๆของการรัฐประหารรอบนี้คือจะไม่ทำให้ “เสียของ”  ซึ่งแปลความง่ายๆว่า พวกเขาย่อมต้องการวางระบบระเบียบ รวมถึงวิธีคิด และเจตนารมน์ของคณะผู้กระทำการ เพื่อไม่ให้บ้านเมืองกลับไปเป็นแบบเดิม ที่พวกเขาลงแรงและเสี่ยงยึดอำนาจมา 

แน่นอนมุมหนึ่งคือการมุ่งสลายขั้วกำจัดความเคลื่อนไหวของนักการเมืองที่เขามองว่าเป็นปัญหา ซึ่งหากนับจากวันนั้นก็ถือว่าทำได้อย่างดี  แต่การทำเรื่องแบบนี้เป็นการใช้กำลังเข้าจัดการและจะคงอยู่เพียงชั่วคราว   หากการจะจัดการแบบฝังรากลึก ก็ต้องจัดการด้วยการวางโครงสร้างบ้านเมืองใหม่ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อให้เป็นแบบที่พวกเขาต้องการ 

ดังนั้นเราจึงได้เห็นการวางระบบโครงสร้างทางการเมืองใหม่ ชนิดที่แม้จะขัดหูขัดตาใครหลายๆคน แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ เพราะเชื่อว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้สิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการสูญสลายไปจากบ้านเมือง 

เราจึงฟันธงได้เลยว่าเราจะไม่เห็นการแก้ไขในเรื่องระบบการเมืองต่างๆ เว้นแต่จะทำให้อยู่ในลักษณะที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น  เช่นเรื่องระบบเลือกตั้ง ที่พวกเขายืนยันจะใช้ระบบบัตรใบเดียวเลือก ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ และใช้ระบบที่เรียกว่าสัดส่วนผสมเพื่อให้เกิดเพดาน ส.ส. และที่สุดก็นำไปสู่การออกแบบเพื่อไม่ให้เกิดรัฐบาลพรรคเดียวที่เข้มแข็ง หากแต่ต้องการให้เกิดรัฐบาลผสม 

นอกจากนี้ยังมีการจำกัดการใช้อำนาจ ในเรื่องต่างๆของรัฐบาลปกติไว้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งวางระบบตรวจสอบแบบถี่ยิบและยิ่งกว่านั้น ยังมีองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบควบคุมการทำงานของรัฐบาลชนิดที่เรียกได้ว่าถึงชนะเลือกตั้่งได้ก็อาจไม่มีค่าอะไร 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขียนมานี้อาจยังไม่พอใจผู้ถืออำนาจในปัจจุบัน เราจึงได้ยินข้อเสนอเช่น ให้มีระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปี หรือการปรับให้ ส.ว. มีที่มาจากการสรรหาทั้งหมด เพื่อการันตีความเข้มแข็งของอำนาจหลังการเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง 

เมื่อเราเข้าใจที่มา เจตนารมณ์ และกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทีนี้เราก็สามารถตัดสินใจในขั้นสุดท้ายได้ไม่ยาก  ว่าหากต้องการระบบการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป  โดยมีเจตนารมณ์ของ คสช.แฝงอยู่เราก็เลือกลงมติเห็นชอบ แต่หากต้องการประชาธิปไตยคำตอบก็มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น