วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร'สั่งปลัดกห. ถกเหล่าทัพปรับโครงสร้าง-แผนงาน

"ประวิตร"สั่งปลัดกลาโหม ถกเหล่าทัพปรับโครงสร้าง-แผนงาน พัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หวังพึ่งพาตัวเอง

พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมว่า พล.อ.ประวิตร ได้ให้ความสำคัญในเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จึงขอให้ พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหมได้เชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพมาหารือ เพื่อพัฒนาปรับโครงสร้างแผนพัฒนา งบประมาณ แผนระยะสั้นและระยะยาว สู่การปฏิรูปเพื่อให้สามารถพึ่งพาตัวเองได้                 

ที่อาคารส่วนบัญชาการกองทัพเรือ พื้นที่วังนันทอุทยาน พล.ร.ท. จุมพล  ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ลำที่ 2 ว่าโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ลำที่ 2 ของกองทัพเรือ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ เพื่อรองรับกับบทบาทหน้าที่ของกองทัพเรือในด้านการปฏิบัติการทางทหาร ในการป้องกันประเทศ การรักษากฎหมาย และการช่วยเหลือประชาชน โดยให้มีขีดความสามารถในการลาดตระเวนตรวจการณ์รักษาฝั่ง ป้องกันการแทรกซึมทางทะเล คุ้มครองเรือประมง ป้องกันและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ตลอดจนการรักษากฎหมายในทะเล                

พล.ร.ท. จุมพล  กล่าวว่ากองทัพเรือได้ลงนามในสัญญาซื้อขายแบบเรือและพัสดุ กับ บริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในสังกัด กระทรวงกลาโหม โดยใช้แบบเรือของ เรือหลวงกระบี่ เป็นแบบพื้นฐานในการปรับปรุงแบบเรือและการส่งมอบพัสดุ โดยแบบเรือดังกล่าว มีต้นแบบมาจากแบบเรือของบริษัท BAE Systems Ships จำกัด จากประเทศอังกฤษ  ส่วนการดำเนินการในส่วนอื่น ๆ นั้น อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ จะดำเนินการประกอบตัวเรือ การต่อบล็อคเรือ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ ของเรือ และกรมสรรพาวุธทหารเรือจะดำเนินการในส่วนของระบบอาวุธ โดยใช้ศักยภาพและความรู้ความสามารถของกำลังพลกองทัพเรือ ในการดำเนินการติดตั้ง ทดสอบ ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกับเรือหลวงกระบี่ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งพาตนเอง กับเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของกองทัพเรือในการต่อเรือตรวจการณ์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น                 

พล.ร.ท. จุมพล กล่าวว่า โครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 งบใช้งบประมาณระหว่างปี 2559 – 2561 เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 5,482,930,000 บาท มีรายละเอียดประกอบด้วย 1. งบประมาณที่ใช้ในการซื้อแบบเรือและพัสดุสำหรับสร้างเรือ ซึ่งรวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ ส่วนสนับสนุน สายไฟและสายสัญญาณที่ใช้กับอุปกรณ์ที่กองทัพเรือเป็นผู้จัดหา รวมถึงการบริการทางเทคนิคในการออกแบบ ติดตั้ง เชื่อมต่อ การตรวจรับ การทดสอบทดลองอุปกรณ์ การฝึกอบรมการสนับสนุนการส่งกำลังบำรุง รวมเอกสารคู่มือ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างเรือในสาขาต่าง ๆ ตามแบบเรือ การประกันภัยและการขนส่ง และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็น เงิน 2,832,930,000 บาท                

พล.ร.อ.จุมพล กล่าวอีกว่า 2. งบประมาณที่ใช้ในการจัดหาระบบควบคุม ระบบอาวุธ และการบริหารโครงการ เป็นเงิน  2,650 ล้านบาท ผูกพันงบประมาณ 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2559 – 2561 แยกเป็นการจัดหาระบบควบคุมบังคับบัญชาและตรวจการณ์ วงเงิน 1,400 ล้านบาท จัดหาระบบปืนหลัก (ปืน 76/62 มิลลิเมตร) 370 ล้านบาท จัดหาระบบปืนรอง (ปืนกล 30 มิลลิเมตร) วงเงิน 150 ล้านบาท จัดหาอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้น วงเงิน 360 ล้านบาท และการบริหารโครงการและฝึกอบรม วงเงิน 370 ล้านบาท อย่างไรก็ตามโครงการจัดสร้างเรือตรวจการณ์ ลำที่ 2 นี้ นอกจากปืนหลักและปืนรองแล้ว ยังได้ติดตั้งระบบอาวุธปล่อยนำวิถี พื้นสู่พื้นแบบ ฮาร์พูน ซึ่งเป็นอาวุธปล่อยนำวิถีที่มีสมรรถนะและความแม่นยำสูง ซึ่งกองทัพเรือ              

พล.ร.ท. จุมพล กล่าวว่า กองทัพเรือ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง โดยมี พล.ร.อ. พลเดช  เจริญพูล ที่ปรึกษาพิเศษกองทัพเรือ เป็นประธานกรรมการฯ และขอยืนยันว่า การดำเนินการทุกขั้นตอน ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และเหมาะสมกับสภาพและสภาวะของประเทศ