วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'คลัง'รับปีนี้ส่งออก พลิกบวกยาก

"ศสค."ยอมรับส่งออกปีนี้พลิกบวกยากขึ้น หลังเดือนม.ค.ติดลบหนัก ระบุเน้นพึ่งพาอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่าย-การลงทุนภาครัฐนำฟื้นเศรษฐกิจ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนม.ค. 2559 โดยแนวโน้มยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐและภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ขยายตัวได้ดี แต่ขณะเดียวกัน ต้องติดตามการใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีสัญญาณชะลตัว และการส่งออกสินค้าของไทยที่คงหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 และต่ำสุดในรอบ 4 ปี 2 เดือน 

นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การส่งออกที่ขยายตัวติดลบในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงและท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ โดยตัวเลขที่ขยายตัวติดลบนั้น ต่ำกว่าที่ สศค.คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ สศค.ยังประเมินการส่งออกไทยปีนี้ว่า จะขยายตัวที่ 0.1% และจีดีพีขยายตัวที่ 3.7% ซึ่งจะมีการประเมินอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเม.ย.นี้

“ตัวเลขส่งออกที่ประกาศออกมาติดลบ 8.9% ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นตัวเลขที่ท้าทายการส่งออกในปีนี้ว่าจะขยายตัวเป็นบวกได้ตามที่เราคาด เพราะถ้าจะให้ทั้งปีเป็นบวก การส่งออกเดือนที่เหลือของปีนี้ ต้องเป็นบวกทั้งหมด” นางสาวกุลยา กล่าว

อย่างไรก็ดี ในแง่สัดส่วนการส่งออกของไทยในตลาดโลกเราไม่ได้ตกลงแต่ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่การค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเดิมจะขยายตัวมากกว่าเศรษฐกิจ 3-4 เท่า แต่ขณะนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจกับการส่งออกอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ดังนั้น ทุกประเทศจึงมองว่า การส่งออกเป็นปัจจัยเสี่ยงและหันมาพึ่งพาเศรษฐกิจภายในกันมากขึ้น

ใช้จ่ายเอกชนส่งสัญญาณชะลอตัว

ทั้งนี้ ในแง่รายได้ที่เข้ามาในประเทศนั้น สศค. คิดเฉพาะการส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูถึงรายได้ที่ได้จากการบริการ การท่องเที่ยว และรวมถึงรายได้ที่เรานำเงินไปลงทุนยังต่างประเทศด้วย โดยกรณีการลงทุนต่างประเทศของไทยขณะนี้ มีมูลค่ามากขึ้น และเป็นแนวโน้มของหลายๆ ประเทศ ซึ่งจะสร้างรายได้กลับเข้ามาในประเทศ เช่นเดียวกับการส่งออก

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายรัฐบาลและภาคการท่องเที่ยวต่างประเทศที่ยังขยายตัวได้ดี ยังต้องติดตามสถานการณ์การใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีสัญญาณชะลอลง และการส่งออกสินค้าของไทยที่ยังคงหดตัวต่อเนื่อง

ยอดจัดเก็บแวตติดลบ1.2%ต่อปี

โดยการบริโภคภาคเอกชนในเดือนดังกล่าว มีสัญญาณชะลอลง สะท้อนจากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ระดับราคาคงที่ติดลบ 1.2% ต่อปี จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าที่ยังคงหดตัวต่อเนื่องหรือขยายตัวติดลบ 20.5% ขณะที่การจัดเก็บแวตจากฐานการใช้จ่ายภายในประเทศขยายตัวเล็กน้อยที่ 4.1% สำหรับแวตเดือนธ.ค.2558 เพิ่มขึ้น 6.9% ขณะที่เดือยม.ค.ติดลบ 

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทย ปรับตัวลดลงในรอบ 4 เดือน โดยอยู่ที่ระดับ 64.4 เนื่องจากผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่มีความไม่แน่นอน กอปรกับราคาสินค้าเกษตรที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ดี ปริมาณจำหน่ายรถจักรยานยนต์ยังคงขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ 12.9% ต่อปี โดยเป็นการขยายตัวทั้งในเขตกรุงเทพฯ และในเขตภูมิภาค ส่วนหนึ่งจากการกระตุ้นยอดขายในช่วงปีใหม่ของผู้ประกอบการ กอปรกับเป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวเปลือกที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้นมากในเดือนก่อนหน้า ขณะที่เดือนมกราคม 2559 รายได้เกษตรกรที่แท้จริงหดตัวเล็กน้อยที่ติดลบ 3.5% ต่อปี

การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว 

ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีจากการทำธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่ติดลบ 5.6% ต่อปี ส่วนหนึ่ง เนื่องจากมีการเร่งโอนไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้าก่อนที่ราคาประเมินที่ดินใหม่จะเริ่มใช้ในวันที่ 1 ม.ค.2559  ขณะที่ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์กลับมาหดตัวในรอบ 2 เดือนที่ติดลบ0.3% ต่อปี และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างที่หดตัวเช่นกันที่ติดลบ 6.2% ต่อปี ตามการลดลงของราคาวัสดุก่อสร้างในหมวดเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก ที่ปรับตัวลดลงตามราคาตลาดโลก

อย่างไรก็ดี การลงทุนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนกลับมาขยายตัวที่ 2.9% ต่อปี และเมื่อหักสินค้าพิเศษ (เครื่องบิน เรือ และรถไฟ) พบว่า ขยายตัวเช่นกันที่ 4.9% ต่อปี

สถานการณ์ด้านการคลัง สะท้อนบทบาทนโยบายการคลังในการสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐบาลที่ยังคงขยายตัวได้ในระดับสูง โดยการเบิกจ่ายงบประมาณรวมสามารถเบิกจ่ายได้ 259.9 พันล้านบาท ขยายตัว 20.5% ต่อปี

ส่งออกหดตัวทุกกลุ่มสินค้า

ด้านการส่งออกสินค้าหดตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์ติดลบ 8.9% ต่อปี ซึ่งเป็นการหดตัวในเกือบทุกกลุ่มสินค้าส่งออก โดยเฉพาะน้ำมันและเชื้อเพลง และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่ภาพรวมการส่งออกรายตลาดหดตัวเกือบทุกประเทศ โดยเฉพาะคู่ค้าหลัก ได้แก่ อาเซียน-5 ญี่ปุ่น และสหรัฐ เป็นสำคัญ แต่ตลาดส่งออกไปกลุ่มประเทศ ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และ CLMV ยังขยายตัวเป็นบวก 

สำหรับภาคการท่องเที่ยวนั้น จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในเดือนม.ค.มีจำนวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.0 ล้านคน ขยายตัวในระดับสูงที่15.0%ต่อปี โดยเป็นนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีจากจีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ขณะที่ รัสเซียยังคงหดตัว

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรขยายตัว 2.8% ต่อปี จากข้าวเปลือกที่มีปริมาณผลผลิตออกมามากจากการเลื่อนการทำนาช่วงกลางปี 2558 และผลผลิตในกลุ่มไม้ผลที่ขยายตัวได้ดีในเกือบทุกหมวด รวมถึงดัชนีในหมวดปศุสัตว์ และประมง ที่ยังขยายตัวได้ดี ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม (TISI) ปรับลดลงในรอบ 5 เดือน มาอยู่ที่ระดับ 86.3 เนื่องจากความกังวลต่อการชะลอตัวของกำลังซื้อภายในประเทศ จากการเร่งใช้จ่ายในเดือนก่อนหน้า ปัญหาภัยแล้ง รวมถึงปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน

ปลัดคลังหวังปีนี้ส่งออกจะฟื้นตัว

ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงตัวเลขการส่งออกที่ขยายตัวติดลบถึง 8.9% ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมาว่า ต้องพิจารณาตัวเลขเป็นรายเดือน ซึ่งขณะนี้เศรษฐกิจโลกเติบโตได้เปราะบาง ไม่ได้เติบโตแบบถดถอย ดังนั้นการส่งออกของไทย ไม่น่าจะแย่ลงมากนัก และการส่งออกปีนี้จะดีกว่าปีที่แล้ว และหวังว่าจะขยายตัวเป็นบวก

"เศรษฐกิจโลกที่เติบโตเปราะบางนั้น ถือเป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะกระทบต่อการส่งออก ซึ่งทุกประเทศรวมถึงไทย ได้หันมาใช้นโยบายพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศ เพื่อทดแทนการส่งออกที่ชะลอตัว ผ่านการใช้นโยบายขาดดุล การส่งออกของไทยไปยัง กลุ่มประเทศ CLMV ยังมีอัตราการขยายตัวที่ดี"

ส่วนการใช้นโยบายดังกล่าว จะใช้เวลานานเท่าใด จึงจะให้เศรษฐกิจภายในทดแทนการส่งออกได้ ก็ขึ้นอยู่กับความมั่นใจของนักลงทุน และการใช้จ่ายของภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลก็ได้ออกหลายมาตรการเพื่อดูแลเศรษฐกิจในประเทศ ตั้งแต่ระดับฐานราก เอสเอ็มอีและการลงทุนระยะยาว โดยเม็ดเงินที่อัดฉีดลงไปถือว่า เหมาะสมแล้ว

"การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา ถือว่า ตรงจุด เพราะเราได้ใส่ลงไประดับฐานราก เอสเอ็มอี และ การลงทุนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี ระดับการขาดดุลงบประมาณที่รัฐบาลตั้งไว้ ยังถือว่า อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ โดยอยู่ที่ไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี"