ถอดรหัสแก้วิกฤตการเมืองในร่างรธน.ของ“กรธ.” ที่"มีชัย"ปรับปรุงเนื้อหาตามข้อเสนอ โดยความเห็นที่ถูกจับตา คือ ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี
การทำร่างรัฐธรรมนูญล่าสุด อยู่ในจังหวะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ปรับปรุงเนื้อหาตามข้อเสนอ โดยความเห็นที่ถูกจับตา คือ ข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลำดับที่16ระบุสาระสำคัญบนความห่วงใยของครม. หลังรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ หลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ความขัดแย้ง ไม่สงบเรียบร้อยของประเทศจะก่อตัวจนนำไปสู่ภาวะรัฐล้มเหลว จึงเสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญแบ่งการใช้เนื้อหาเป็น2ช่วง คือ ช่วงเฉพาะกาลในระยะแรกที่ไม่ยาวนาน ด้วยการใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งที่เสมือนเป็นข้อยกเว้นเพื่อรักษาความสบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อให้การเมืองหลังการเลือกตั้งมีมีดุลยภาพภายใต้ช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่รัฐธรรมนูญสามารถบังคับใช้ภายใต้บทบัญญัติที่กำหนดที่เป็นไปตามหลักสากลและเป็นไปไปตามระบอบประชาธิปไตย ว่าจะเป็นข้อเสนอที่นำไปสู่การเขียนเนื้อหาเพื่อต่อท่ออำนาจให้กับ คณะรัฎฐาธิปัตย์ หรือไม่?
แม้ความเคลือบแคลงนี้ ยังไม่ได้รับคำยืนยันอย่างชัดเจนจาก “ประธาน กรธ.” แต่พอจะคลำทางได้ว่า ปัญหาความขัดแย้งในอดีตที่อาจกลับมาเป็นวัฎจักรแห่งวิกฤตการเมือง ทั้ง “คสช.” และ “กรธ.” มองด้วยสายตาเป็นกังวลเช่นเดียวกัน
ซึ่ง “กรธ.” พยายามสร้างรหัสปลดล็อคจุดวิกฤต โดยวางกลไกในร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.วางกลไกให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นยาวิเศษ เมื่อยามใดที่มีปมปัญหาทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีอำนาจเต็มที่จะวินิจฉัยให้ได้มาทางออกแห่งปัญหานั้น
2.เปิดช่องให้ “รองประธานวุฒิสภาหรือสมาชิกวุฒิสภาที่อาวุโสสูงสุด” ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาได้เมื่อไม่มี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือ ประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานรัฐสภา เหตุผลสำคัญเพื่อแก้ไขสูญญากาศการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ไร้ประมุขแห่งสภาเพื่อทำหน้าที่ยื่นขอเปิดประชุมรัฐสภาเพื่อระดมความเห็นแก้วิกฤตการเมือง
3.ให้บทบาทและอำนาจ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการกำหนดวันเลือกตั้งที่เหมาะสมร่วมกับรัฐบาล ในมาตรา98กำหนดจังหวะให้ กกต.ร่วมกับรัฐบาลรักษาการช่วยพิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง เป็นเวลา5วันนับจากที่มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาก่อนกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งต่างจากเดิมที่ต้องประกาศวันเลือกตั้งพร้อมกับการออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยเป็นดุลยพินิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว
ในมาตรการนี้มีส่วนเสริม ที่ถูกเขียนไว้ในมาตรา 99 ที่แม้จะกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปแล้ว หากวันเลือกตั้งจริงพบเหตุจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น เหตุการณ์ล้อมสถานที่รับสมัครเลือกตั้ง หรือสถานที่ลงคะแนนเลือกตั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้น เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญยังกำหนดให้ กกต. มีอำนาจเต็มในการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้เอง ภายใน 30 วันนับจากเหตุการณ์ที่จำเป็นนั้นสิ้นสุดลง เพื่อเป็นมาตรการแก้ปัญหาที่นำไปสู่การฟ้อร้องทางกฎหมาย กรณีการเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร จนกลายเป็นเหตุวิกฤตที่นำไปสู่สูญญากาศทางการเมืองไทยในห้วงที่ผ่านมา
4.แก้ไขการครอบงำจากฝ่ายพรรคการเมือง ใน “วุฒิสภา” โดยกำหนดคุณสมบัติต้องห้ามให้ ส.ว.พ้นจากสมาชิกพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี นักการเมืองท้องถิ่นเป็นเวลา10ปีก่อนจะลงสมัครเป็นส.ว. พร้อมกับแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ถูกอ้างถึงที่มาที่แตกต่างกัน คือ จากการเลือกตั้ง และการสรรหา หรือปลาสองน้ำ ด้วยการปรับระบบให้มาจากการเลือกกันเองของบุคคลกลุ่มต่างๆ
5.ปัญหาการใช้เสียงข้างมากผ่านร่างกฎหมายที่มีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายรัฐบาลหรือคนของรัฐบาล มีเนื้อหาในมาตรา140พ่วงเข้ากับมาตรา143ให้นายกฯ พักร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภาเห็นชอบไว้5วันก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อให้เป็นจังหวะให้สมาชิกรัฐสภาตรวจสอบข้อความของเนื้อหาว่ามีความขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ เมื่อพบความไม่ถูกต้องจะมีกลไกที่ให้ประธานแห่งสภาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย โดยระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญรอการวินิจฉัยให้ นายกฯ ชะลอการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ไว้จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย
6.ให้สิทธิ ส.ส. เข้าชื่อไม่น้อยกว่า1ใน10ขอเปิดอภิปรายทั่วไปให้ ครม.แถลงข้อเท็จจริงหรือชี้แจงปัญหาสำคัญที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ภายใต้มาตรา148จากเดิมที่ให้สิทธิเฉพาะ ครม. เท่านั้นที่จะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาเพื่อขอเปิดประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งที่ผ่านมา มาตรการที่ใช้เวทีสภาฯ เพื่อหาทางออกของปัญหาไม่เคยถูกนำมาใช้ และมีบทบัญญัติมาตรา150ให้สิทธิผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ แจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอเปิดประชุม เพื่อให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง ปลอดภัยของประเทศ เท่ากับเป็นการสร้างเวทีให้ฝ่ายค้านได้มีบทบาทในการเสนอแนวทางบริหารประเทศอีกทาง
7.กำหนดให้ “ปลัดกระทรวง” ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆ หากคณะรัฐมนตรีลาออกไปทั้งคณะ ภายใต้เงื่อนไขมาตรา163และกำหนดให้ปลัดกระทรวงคัดเลือกกันเองให้คนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เพื่อต้องการแก้ไขปมที่ “ทีมกฎหมายของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยืนยันว่ารัฐบาลยุคนั้นลาออกไม่ได้เพราะไม่มีกฎหมายข้อใดให้ลาออก
และ8.เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุม เดินขบวนแบบฉบับ ชัตดาวน์กรุงเทพเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก หรือมีการชุมนุมที่พบการใช้อาวุธหนัก ได้กำหนดมาตรการแก้ไขไว้ในมาตรา25กำหนดห้ามใช้เสรีภาพทุกประการของปวงชนชาวไทยที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพบุคคลอื่น กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ
แต่อย่างไรเสีย รหัสแก้วิกฤตที่ “กรธ.” บรรจงเขียนสอดแทรกไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ เหมือนจะไม่โดนใจ “คสช.” เพราะภายใต้ข้อเสนอที่ว่า “หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งที่เสมือนเป็นข้อยกเว้นเพื่อรักษาความสบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อให้การเมืองหลังการเลือกตั้งมีมีดุลยภาพภายใต้ช่วงเปลี่ยนผ่าน “ เหมือนกับแสดงความปรารถนาให้ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติเนื้อหาเพื่อคุมเกมการเมืองของผู้เล่นชุดใหม่ที่เข้ามาทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่
ทำให้นึกถึงกลไกพิเศษ ภายใต้ชื่อ “คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.)” ที่ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”เขียนไว้ให้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้
แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ที่ต่างจากสถานการณ์การเมืองยุคบัญญัติให้มี คปป. จึงทำให้ “กรธ.” ต้องคิดให้หนักว่าจะออกแบบกลไกกำกับฝ่ายการเมืองหลังการเลือกตั้ง ให้อยู่ในกติกาใหม่ได้อย่างไร
ส่วนหนึ่งที่ “กรธ.” คิดการณ์ไกลและออกแบบกรอบปฏิบัติไว้ คือ การให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม ตามมาตรา215ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมจัดทำ พร้อมกำหนดความแจ่มชัดไว้ในบทเฉพาะกาลให้ทำให้เสร็จภายใน1ปีนับแต่วันที่รัฐธรมนูญใหม่ประกาศใช้ แม้รายละเอียดการทำมาตรฐานจริยธรรมกำหนดให้ฟังความเห็นของ ครม. ส.ส. ส.ว. แต่ระยะ1ปีที่กำหนดถูกเซ็ทให้เป็นองคาพยพของรัฎฐาธิปัตย์ ซึ่งเท่ากับ คสช. ยังมีอำนาจแฝงที่จะคุมฝ่ายการเมืองให้เป็นไปตามทาที่คสช. ต้องการ นอกจากนั้นภายใต้เกมการเมืองที่ คสช. เป็นผู้คุมอำนาจ ได้วางเครือข่ายของตนเองไว้ในองค์กรอิสระ เพื่อเป็นหมากอีกชั้นในการคุมเกมฝ่ายการเมือง
ดังนั้น คำถามสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ เมื่อมีกลไกกำกับฝ่ายการเมืองอยู่เกือบทุกประตูแล้ว อะไรคือเหตุผลสำคัญ ที่ “คสช.”ยังอยากอยู่ต่อซึ่งการหาคำตอบประกอบเหตุผลวันนี้ คงไม่ต่างอะไรกับเหตุผลที่เขาสั่งให้โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับพลเมืองเป็นใหญ่ เมื่อวันที่6กันยายน2558.





