อดีตรองปลัดคลังเบิกความโครงการจำนำข้าวใช้เงินสูงกว่า 8.7 แสนล้านบาท ปัดส่วนได้-เสีย หลังทนายซักนั่งเก้าอี้รองปลัดคลัง ยุครัฐบาล"อภิสิทธิ์"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.00 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทำการไต่สวน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. ในฐานประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว พยานอัยการโจทก์ ปากที่ 2 ซึ่ง น.ส.สุภา เบิกความว่า เคยดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ระหว่างดำเนินโครงการจำนำข้าว กระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือท้วงติงให้ระวังเกี่ยวกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการนี้หลายครั้งต่อครม. ตั้งแต่ขั้นหลักการ แต่โครงการนี้ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว กระทรวงการคลังจำเป็นต้องทำตามขั้นตอน รวมถึงการเซ็นอนุมัติโครงการที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน เมื่อดำเนินโครงการไปแล้วได้มีการนำเงินจากโครงการระบายข้าวไปใช้ในการจำนำข้าวด้วย ซึ่งวัตถุประสงค์หลักเมื่อได้เงินจากการระบายข้าวมาแล้วต้องนำเงินไปใช้หนี้ให้ ธกส. ขณะที่มีการระบุว่าการใช้เงินโครงการระบายข้าวดำเนินการตามมติครม. แต่ตนไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับมติว่าใช้อำนาจใดดำเนินการ ขณะที่การปิดบัญชีเมื่อวันที่ 30 ก.ย.57 พบตัวเลขการใช้เงิน 878,389 ล้านบาท ซึ่งการรับเงินจำนำข้าวของชาวนาอาจจะมีส่วนที่ชาวนารับเองโดยตรง หรือผ่านผู้แทนที่ถือใบประทวน การรักษาเรื่องวินัยการเงินและการคลังของรัฐบาลจำเลย
ขณะที่น.ส.สุภา กล่าวถึงการตรวจสอบทางบัญชีว่า เคยขอข้อมูลเกี่ยวกับการขายข้าวจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งได้รับความร่วมมือในช่วงแรก แต่ภายหลังมีการย้ายคณะทำงานยกคณะ เมื่อต้องประสานขอข้อมูลจากคณะทำงานชุดใหม่ก็ได้รับการปฏิเสธอ้างว่าเป็นความลับ แต่พยานพยายามหาข้อมูลจากส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องจนได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมาพิจารณาคำนวณนความเสียหาย
เมื่อทนายความจำเลย พยายามถามว่า โครงการรับจำนำข้าว ชาวนาได้ประโยชน์ใช่หรือไม่ น.ส.สุภา กล่าวว่า การรับจำนำข้าวที่แท้จริง หลักการจะคล้ายกับโรงรับจำนำของรัฐ คือรับสินค้าไว้ในราคาเพียง 60-70%ของราคาขายในตลาด ซึ่งการจำนำข้าวที่แท้จริงต้องช่วยเหลือชาวนาที่ยากจนไม่ใช่ชาวนาที่มีฐานะ โดยหากวันใดที่ชาวนาเห็นว่าราคาข้าวในท้องตลาดสูงขึ้นกว่าราคารับจำนำก็สามารถนำเงินมาไถ่ถอนข้าวแล้วไปขายได้ราคา ไม่ใช่ลักษณะที่รัฐบาลให้ราคาสูง 15,000 บาท กว่าราคาตลาดขาย 12,000 บาท ที่เท่ากับราคาสูง 3,000 บาท หรือคิดเป็น 30% ซึ่งเหมือนการซื้อขายข้าวมากกว่า และถ้าเป็นลักษณะที่รัฐซื้อขายข้าวเองก็อาจจะผิดต่อกฎหมาย
นอกจากนี้ ทนายจำเลยยังซักถามพยานถึงการมีส่วนได้ส่วนเสียในการตรวจสอบโครงการจำนำข้าว เพราะมีการแต่งตั้งพยานเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะซึ่งน.ส.สุภา ชี้แจงว่าการแต่งตั้งเป็นไปตามขั้นตอนปกติ
ภายหลังไต่สวนพยานปากนี้เสร็จเวลา 17.00 น. ศาลได้ชี้แจงคู่ความ โดยกำชับให้คู่ความระมัดระวังการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดี อย่าให้สัมภาษณ์ที่เป็นการชี้นำหรือบิดเบือนที่จะมีผลต่อกระบวนพิจารณาคดี ซึ่งจะเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาล ศาลอาจจะพิจารณาเรื่องการประกันตัวของจำเลย หรือมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ระหว่างการซักถามพยานปากน.ส.สุภาเกี่ยวกับประเด็นการใช้อำนาจสั่งการให้นำเงินโครงการระบายไปใช้ในโครงการจำนำข้าวด้วยนั้น ศาลยังติดใจว่ามีการใช้อำนาจใดสั่งการ จึงให้โจทก์และจำเลยนำข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวมาเสนอต่อศาลในครั้งต่อไปด้วยภายหลังการไต่สวนเสร็จ น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เดินทางกลับโดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใด ขณะที่ยังมีมวลชนที่มารอตั้งแต่ช่วงเช้า ตระโกนให้กำลังใจพร้อมมอบดอกกุหลาบให้จำนวนมาก
ด้านนายนรวิชญ์ หล้าแหล่งทนายความ กล่าวว่า ศาลกำชับเรื่องการสัมภาษณ์ ดังนั้นเรื่องทางคดีคงไม่สามารถให้ข้อมูลได้ โดยคดีนี้ศาลนัดไต่สวนพยานโจทก์อีกครั้งวันที่ 26 ก.พ.นี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งตามบัญชีนัดมีการไต่สวนพยานรวม 3 ปาก อย่างไรก็ดี หากเรื่องคดีมีบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ความให้สัมภาษณ์สื่อแล้วพาดพิงหรือกระทบกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ เราอาจจะพิจารณามาตรการทางกฎหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อดำเนินการแทนการสัมภาษณ์ตอบโต้





