"ไพบูลย์"เห็นด้วยไอเดียนายกฯ จัดดีเบตแต่งตั้ง"สังฆราช" ระบุพร้อมร่วมเวที ขณะที่"พุทธะอิสระ"โพสต์ยินดีขึ้นดีเบตความขัดเเย้งวงการสงฆ์
นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ในฐาะนผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการตรวจสอบสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ก่อนการเลือกพระสังฆราชองค์ต่อไป ได้กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีไอเดียจะจัดเวทีดีเบตแต่งตั้งสังฆราช ว่า เห็นด้วยกับไอเดียของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเชื่อว่า นายกรัฐมนตรีมีความคิดอยากจะรับฟังความเห็นของผู้ที่มีความเห็นต่างกันจริงๆ โดยตนทราบมาว่า นายกรัฐมนตรีอยากให้รัฐบาลจัดเวทีแบบนี้ ทั้งนี้ ในช่วงที่ตนเป็น สปช.อยู่ ก็เคยไปออกรายการโทรทัศน์ที่จัดให้สองฝ่ายมาแสดงความเห็นกัน และตอนนั้น ทางรัฐบาลก็ได้ให้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย
NBT จัดรายการทำนองนี้เหมือนกัน เพียงแต่เข้าใจว่า ทีมผู้จัดไม่กล้าเอาคนที่คนละขั้วจริงๆมาออก ทำให้เวทีที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เวทีดีเบตที่แท้จริง
"ตอนนี้ ยังไม่ได้รับการติดต่อมา คาดว่า คงจะเริ่มหลังจากนายกฯ กลับมาจากสหรัฐอเมริกา แต่ผมยินดีที่จะไปร่วมเวทีด้วยแน่นอน กลัวแต่ว่า อีกฝ่ายจะไม่ยอมมา"นายไพบูลย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เย็นวันนี้เฟซบุ๊คพระพุทธอิสระ วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม โพสต์เฟซบุ๊คหลังจากที่มีข่าวว่าพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เตรียมแก้ปัญหาพระสงฆ์ โดยเชิญผู้เห็นต่างในทางพุทธศาสนา-พระสองฝ่าย ดีเบตหาทางออก เเละประชาชนตัดสิน ยืนยันจะไม่รบกวนเบื้องพระยุคลบาท เเละหวั่นศาสนาพุทธถูกทำลายว่า "เป็นสิ่งที่ฉันรอคอยมานานแล้วคุณประยุทธ์" ใจความว่า "จะได้รู้กันเสียทีว่า อะไรเป็นธรรม เป็นวินัย อะไรมิใช่ธรรม มิใช่วินัย สังคมจะได้หูตาสว่างรับรู้และตัดสินได้
หากรัฐบาลเป็นเจ้าภาพจัดการดีเบต หรือถกกันว่าอะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม อะไรเป็นวินัย อะไรไม่ใช่วินัย ถือว่ารัฐบาลทำคุณูปการให้แก่พระพุทธศาสนา เอาเฉพาะผู้ที่เป็นคู่กรณีมานั่งถกกัน
รัฐเป็นผู้หยิบยกเอาประเด็นที่ขัดแย้ง ซึ่งให้แต่ละฝ่ายส่งมารวมไว้แก่รัฐบาล รัฐบาลจึงนำประเด็นนั้นมาตั้งเป็นญัตติถามแต่ละฝ่าย
มีรัฐบาลเป็นกรรมการกลาง เปิดการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก แล้วให้แต่ละฝ่ายได้อธิบายในญัตตินั้นๆ เพื่อให้สังคมได้รับรู้ ถือเป็นการเผยแพร่ให้ปัญญาแก่สาธารณชนไปด้วยในตัว
ประเด็นความขัดแย้งทุกประเด็นในธรรมในวินัย ก็ให้คู่ขัดแย้งมานั่งถกกันเพื่อหาข้อยุติ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปร่วมตั้งคำถามด้วย และควรกำหนดให้ชัดว่าจะถามได้กี่คำถาม ส่วนประเด็นขัดแย้งที่เกี่ยวกับด้านกฎหมาย ก็ให้คู่ขัดแย้งหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของแผ่นดินมาเป็นผู้ถก
หากรัฐบาลคุณประยุทธ์ทำได้เช่นนี้ ถือว่าเป็นการทำบุญด้วยปัญญาให้กับคนทั้งประเทศเลยล่ะ นับว่าเป็นการสังคายนาระดับประเทศได้เช่นกัน ถ้าสามารถทำได้ จักทำให้สังคมรับรู้ว่าสัทธรรมปฏิรูป แตกต่างอย่างไรกับพุทธธรรม โดยรัฐบาลไม่ต้องเปลืองแรงจัดการอลัชชี สังคมเขาจะจัดการเอง และถ้าหากฝ่ายใดละเมิดกฎหมาย ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป"





