วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มติ 'สปท.' 164ต่อ6 ผ่านร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติแล้ว

สปท. ลงมติ164ต่อ6 ผ่านรายงานและร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ "ยงยุทธ"ย้ำคณะกรรมการไม่มีสิทธิลงดาบคนทำผิด

การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท.เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีวาระพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องการจัดทำ การกำหนด และการขับเคลื่อนกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

โดยพ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกมธ.ฯ ชี้แจงว่า กฎหมายที่เสนอเข้าสภาฯวันนี้เป็นเพียงกลไกไม่ใช่สารัตถะของยุทธศาสตร์ชาติ เพราะยังต้องการความเห็นของสมาชิกสปท.เพื่อนำไปปรับแก้ ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่วางไว้สามารถแก้ได้ เพราะเป็นแผนการพัฒนาเพื่อให้รัฐบาลทุกสมัยรับช่วงต่อ

ทั้งนี้ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 25 คนนั้น ไม่ได้ตั้งขึ้นมาลอยๆ เพราะคณะกรรมการประกอบไปด้วย นายกรัฐมนตรี, ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ(สปท.), และบุคคลที่สนช.สรรหาและคัดเลือกให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 22 คน เป็นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีหน้าที่จัดทำยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรก เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบและใช้บังคับ นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้คณะรัฐมนตรี และมีคณะกรรมการบริหารยุทธศาสตร์ชาติจำนวน 29 คน รวมทั้งดำเนินการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมยุทธศาสตร์ชาติภายใน 90 วันนับแต่ร่างพ.ร.บ.มีผลบังคับใช้ ส่วนวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี แต่ก็ไม่ได้ดำรงอยู่ตลอดไป เพราะเมื่ออยู่ครบ 4 ปีต้องจับฉลากออกกึ่งหนึ่งเพื่อไปสรรหาใหม่จาก 7 กลุ่ม อาทิ หัวหน้าจากส่วนราชการ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ กลุ่มภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาชน ซึ่งไม่ใช่มีแต่เจ้าหน้าที่ทหารอย่างที่เข้าใจกัน

พ.ต.ต.ยงยุทธ กล่าวต่อ การจัดทำยุทธศาสตร์กำหนดให้นำข้อมูลวาระปฏิรูปและวาระพัฒนาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และสปท.ที่ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ และข้อมูลอื่นๆ อาจเป็นประโยชน์ต่อชาติใช้ประกอบการทำยุทธศาสตร์ชาติ ทั้งนี้ต้องการให้ยุทธศาสตร์ชาติบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้เสนอให้กรธ.พิจารณาแล้ว และต้องการให้กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติมีผลบังคับใช้ปี 2559 หรือในรัฐบาลนี้ ทั้งนี้เชื่อว่าผลที่ได้จากกฎหมายดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ระดับชาติที่เป็นแม่บทหลักในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทำให้การพัฒนาทุกด้านเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แผนพัฒนามีการบูรณาการจัดลำดับให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและประชาชน

อย่างไรก็ตามหากไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ หากฝ่ายการเมืองทำให้เสียหายร้ายแรงแต่ไม่ปรากฏว่าทุจริตให้กรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอวุฒิสภาเพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นข้าราชการให้มีบทกำหนดโทษทางวินัย หากส่อว่าทุจริตหรือประพฤติมิชอบก็ส่งให้คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตามกฎหมายมาตรา 37 ทั้งนี้ ในส่วนวาระการดำรงตำแหน่ง ตามบทเฉพาะกาลมาตรา 55 ที่ไม่ได้ระบุวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการใก้ชัดเจนนั้น ทางกมธ. จะขอรับไปพิจารณานำไปปรับแก้ โดยระบุให้อยู่ได้เพียง 1 วาระ

หลังจากนั้น ได้เปิดให้สมาชิกสปท.อภิปรายแสดงความเห็น โดยนายคำนูญ สิทธิสมาน อภิปรายว่า ตนเห็นด้วยในหลักการ ซึ่งในฐานะที่ตนเคยเป็นอดีตคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยืนยันได้ว่า ยุทธศาสตร์ชาติไม่ใช่อำนาจอธิปไตย 4 หรือ 5 เป็นเพียงหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่ง เพราะไม่ได้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีต้องผ่านสภาฯซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนด้วย และยืนยันว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้แฝงอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดอง (คปป.) เพราะ 1.กรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีอายุตลอดไปตราบเท่าที่พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติยังใช้บังคับอยู่ แต่คปป.กำหนดอายุอยู่ชั่วคราวเพียง 5 ปีแล้วสิ้นสภาพไปตามรัฐธรรมนูญ อาจต่ออายุได้เพียงครั้งเดียวไม่เกิน 5 ปีโดยต้องมีมติรัฐสภาหรือผลการลงประชามติ

2.คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่จัดทำและทบทวนปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติที่ใช้บังคับระยะยาว แต่คปป.มีหน้าที่หลักเฉพาะในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปและสร้างความปรองดองเฉพาะหน้าเท่านั้น3.คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่มีผู้บัญชาการเหล่าทัพที่อยู่ในราชการมาเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง มีเพียงเป็นกรรมการสรรหาคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพียง 3 ใน 25 คน และมีเสนาธิการทหารเพียง 1 คนเป็นกรรมการบริหารโดยตำแหน่ง แต่คปป.มีผู้บัญชาการเหล่าทัพที่อยู่ในราชการเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และ4. คปป.สามารถใช้อำนาจแทนครม. และรัฐสภาฯในยามวิกฤตร้ายแรงได้ ส่วนคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่มีอำนาจเช่นนั้น ทั้งนี้ เห็นว่าอายุของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติไม่ควรอยู่ครบ 4-8 ปี แต่ให้อยู่จนถึงมีรัฐบาลใหม่ หลังจากนั้นก็สรรหาใหม่

ขณะที่นายนิกร จำนง สปท. กล่าวว่า การกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติโดยวางระยะเวลาระยะยาวเช่นนี้จะทำให้เกิดปัญหาได้ เนื่องจากเราเป็นประเทศเล็กที่กำลังพัฒนา ซึ่งอาจจะโดนแรงกดดันจากภายนอกจนอาจจะทำให้เปลี่ยนแผนพัฒนาได้ ทั้งนี้การกำหนดนโยบายของนักการเมืองนั้น เกิดจากการไปรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ และออกเป็นนโยบาย จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี และตัวนายกฯก็จะหยิบนโยบายที่ได้เสนอไปดำเนินการ ซึ่งผลประโยชน์ย้อนกลับไปหาประชาชน หากผลเป็นที่พอใจประชาชนก็เลือกเขากลับไปทำงานอีก แต่ถ้าหากมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะทำให้กระบวนการกำหนดนโยบายส่วนนี้หายไป อาจจะทำให้เสียงของประชาชนไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาล เห็นด้วยยุทธศาสตร์ควรจะต้องมี แต่กรอบนั้นต้องไม่เป็นสิ่งที่กดดันการทำงานของ รบ. หากจะต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน ส่วนอำนาจในของคณะกรรมการยุทธศาสตร์มีอำนาจมหา เช่นการเสนอ ให้วุฒิสภาลงโทษคณะรัฐมนตรี หรือบุคคลหากไม่ปฏิบัติตามได้ ซึ่งคิดว่าส่วนนี้ทาง กมธ. จะมีการปรับปรุงอยู่บ้าง

ด้านนายสมพงษ์ สระกวี สปท. กล่าวว่าในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนั้น มีหัวใจสำคัญคือเรื่องเจตจำนงของนายกรัฐมนตรี คือ 1.ต้องการให้การยึดอำนาจครั้งที่ผ่านมา เป็นครั้งสุดท้าย 2.ส่งมอบการปฏิรูปต่างๆให้กับรัฐบาลชุดต่อไป และ3.วางยุทธศาสตร์ 20 ปีมีเป้าหมายให้ไทยเป็นประเทศที่เจริญ แต่กลายเป็นว่าไม่มีอะไรใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูป ซึ่งผมแปลกใจเพราะในขั้นตอนดำเนินการนั้นเหมือนกับตอนต้นขึ้นลำเป็นไม้ไผ่ แต่เหลาไปเหลามา กลายเป็นบ้องกัญชา เพราะใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีเรื่องการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะกรรมการบริหาร ตั้งสำนักงาน แล้วก็วางแผน ซึ่งจะสำเร็จได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณ เท่าที่ตนทราบประเทศเยอรมันฟื้นจากประเทศผู้แพ้สงครามได้ เนื่องจากเขามุ่งเปลี่ยนจิตสำนึกของสังคม เน้นเรื่องเจตจำนง ไม่ใช่สร้างคณะกรรมการหรือวางแผน ขอตั้งคำถามกับ กมธ. ว่าเป็นไปได้ไหมที่จะก้าวข้ามเรื่องการตั้งคณะกรรมการ และพยายามทำตามเจตจำนงค์ของนายกฯ ให้การวางยุทธศาสตร์ชาติได้ปรากฏเป็นจริง เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป ตนขอคาดการณ์ว่า เดี๋ยวก็คงมีการตั้งกระทรวงยุทธศาสตร์ต่อไป คิดกันได้แค่นี้จริงๆประเทศนี้

ขณะที่นายกษิต ภิรมย์ สปท. กล่าวว่า เมื่อพิจารณาแผนยุทธศาสตร์ชาติแล้ว พบว่าอำนาจของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายบริหาร ที่จะมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นการบอกว่าคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่ คปป. ซ่อนรูป นั้นเป็นการหลอกตัวเองหรือเปล่า อีกทั้งแผนยุทธศาสตร์ชาติไม่มีอะไรที่เป็นส่วนร่วมของประชาชนเลย หากแต่เป็นการเสริมอาณาจักรของข้าราชการ ทั้งนี้ประธาน กมธ. ก็บอกอยู่เสมอว่า แผนยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเพียงแค่กรอบการทำงาน สรุปเป็นแผนหรือกรอบกันแน่ เพราะถ้าเป็นเพียงแค่กรอบ ส่วนตัวคิดว่าไม่ต้องมีก็ได้เพราะโลกเปลี่ยนไปทุกวัน ทั้งนี้เรากำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตย พยายามทำให้รัฐบาลที่เป้นของประชาชน แต่ในแผนดังกล่าวประชาชนกับไม่มีส่วนร่วมในการทำแผนด้วย อย่าบอกว่าประชาชนจะมีส่วนร่วม ตนไม่เชื่อ ขอแนะว่าเลิกทำอะไรที่เป็นการกีดกันประชาชนออกไป สิ่งที่ประชาชนเรียกร้องบนท้องถนน คือการปฏิรูป ไม่ใช่การเสริมอำนาจข้าราชการ

“ในเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะทำแผนยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้ว ผมไม่เห็นว่าการออก พ.ร.บ.นี้จะเป็นหน้าที่ใดๆ ของ สปท. หรือของ กมธ. และผมขอบอกว่าเราควรเอาเรื่องนี้ออกไปจากสภา ในขณะเดียวกันผมขอเตือนสติเพื่อสมาชิก ว่าเรามาเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นของประชาชน ไม่ใช่เสแสร้งว่าปฏิรูป แล้วเสริมอำนาจของข้าราชการ กระจุกอยู่ในส่วนกลาง หรือในแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น และเราไม่ได้มาเพื่อปรับปรุงให้ขยายอาณาจักรของข้าราชการด้วย และผมเองก็ขอ แสดงความไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ. นี้”นายกษิต กล่าว

ทั้งนี้ พ.ต.ต.ยงยุทธ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ทาง กมธ. ยินดีรับความเห็นของสมาชิก ไปดำเนินการพิจารณาอย่างจริงจัง และจริงๆแล้วร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุว่า กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่เวลาเราร่าง พ.ร.บ. นี้ ก็จะอิงกับร่างรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ และตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ แต่เราก็ภาวนาให้ผ่าน อย่างไรก็ตามยืนยันว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ​ไม่มีอำนาจลงโทษโดยตรง เป็นเพียงเครื่องเอ็กซเรย์เท่านั้น เราไม่ใช่ผู้ผ่าตัด แต่ถ้าพบว่าเราพบการกระทำไม่ถูกต้องเราก็จะส่งเรื่องไปยังช่องที่กำหนด ทั้งนี้มีคนพูดว่า ถ้าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเกิดในยุคที่มีโครงการจำนำข้าว เราก็อาจจะไม่เกิดความเสียหายมาก นอกจากนี้หลายคนให้ความสำคัญเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่เรายืนยันเราเหตุความสำคัญของการมีส่วนร่วมดังกล่าว ซึ่งระบุในมาตรา 7 ของร่าง พ.ร.บ. นี้

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบต่อรายงานและร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ด้วยคะแนน 164 ต่อ 6 งดออกเสียง 4 โดยกมธ. จะนำข้อคิดเห็นของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนส่ง ให้ประธานสปท. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการต่อไป จากนั้นนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท. คนที่ 1 สั่งปิดการประชุมในเวลา 14.55 น.