วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปปช.หวังเคลียร์คดี ที่ค้างกว่า2พันเรื่อง

"ป.ป.ช."จ่อออกระเบียบ กำหนดนิยาม-กรอบเวลาทำคดี หวังเคลียร์ ที่ค้างกว่า 2 พันเรื่อง ตั้งเป้าปีนี้ จบ 500 คดี

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. พร้อมด้วยกรรมการ ป.ป.ช.อีก 8 ราย รวมถึงนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ร่วมแถลงข่าวถึงนโยบายและการดำเนินงานต่างๆ โดยพล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะดำเนินนโยบายโดยมุ่งเน้นการทำงานแบบ 5 ส. คือ สามารถ สุจริต สากล สร้างสรรค์ สามัคคี และจะขับเคลื่อนในด้านการป้องกันการทุจริต ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2556 – 2560 ) ดังนั้น สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัด จำเป็นต้องมุ่งเน้น ในการประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการป้องกันและปราบปรามให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสร้างภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการรณรงค์ส่งเสริมวัฒนธรรมสุจริตระดับชาติ

พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ด้านการปราบปรามการทุจริต ขณะนี้มีคดีที่อยู่ระหว่างไต่สวนข้อเท็จจริง 2,132 เรื่อง คดีที่อยู่ระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานอีก 9,839 เรื่อง จึงเป็นเรื่องที่หนักใจ แต่เราจะพยายามรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆให้รอบคอบที่สุด ซึ่งการดำเนินการต่อไปในส่วนของการแสวงหาข้อเท็จจริงและการไต่สวนข้อเท็จจริง จะมีการออกเป็นระเบียบเพื่อนิยามว่าคดีใดเป็นคดีเล็ก กลาง ใหญ่ และใหญ่พิเศษ รวมถึงจะกำหนดกรอบและเวลาดำเนินการ กระบวนการทำงานด้วย โดยคดีเล็กและกลางจะให้สำนักงาน ป.ป.ช.จังหวัด ดำเนินการทั้งหมดก่อนสรุปเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการป.ปช.ชุดใหญ่วินิจฉัย ส่วน สำนักงาน ป.ป.ช.ส่วนกลางจะรับผิดชอบคดีใหญ่ ที่มีสำคัญหรือประชาชนให้ความสนใจจะต้องดำเนินการให้เร็วมากยิ่งขึ้น เพราะหากยังทำงานแนวเดิม ป.ป.ช.คงไม่ต้องรับคดีใหม่เข้ามา ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้มีผู้ชี้ข้อมูลทุจริตให้ป.ป.ช.ตรวจสอบนับเป็นครึ่งหนึ่งของปีที่แล้วทั้งปี สะท้อนความเชื่อมั่นของป.ป.ช.และรัฐบาลว่าเอาจริงเอาจัง ดังนั้นในปีนี้ ป.ป.ช.ต้องรับเรื่องในการไต่สวนมากกว่าปีที่แล้ว โดยตั้งเป้าว่าในปีนี้ ป.ป.ช.จะสามารถเคลียร์คดีไต่สวนที่ค้างคากว่า 2พันคดี ได้เป็นสองเท่าของปีที่แล้วหรือประมาณ 500 คดี และจะนำรายละเอียดของคดีเข้าสู่สารบบเพื่อให้สามารถติดตามและสร้างความเชื่อมั่นได้ 

"ยังมีแนวคิดจะจัดตั้งสำนักตรวจสอบคดีร่ำรวยผิดปกติ และสำนักไต่สวนคดีทรัพยากรธรรมชาติ โดยภายใน 1-2 ปีนี้สามารถดำเนินการได้เป็นรูปธรรม เบื้องต้นจะมีการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละด้านเข้าร่วมเพื่อให้เกิดความชัดเจนและผลักดันให้การดำเนินคดีในส่วนนี้เกิดความรวดเร็ว"พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว

ยันยิ่งถูกเฝ้ามอง ยิ่งมุ่งมั่น  

เมื่อถามว่า จะให้ความมั่นใจต่อสังคมได้อย่างไรเพราะมีเสียงวิจารณ์ถึงประธาน ป.ป.ช. ว่ามีความใกล้ชิดผู้ใหญ่ใน คสช. พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ใกล้ชิดอยู่แล้ว เพราะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ทาบทามให้ตนเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เนื่องจากมองว่ามีประสบการณ์สามารถช่วยกลั่นกรองงานได้ โดยขณะนี้เป็นช่วงรัฐบาล พิเศษการที่ตนเข้าไปทำงานดังกล่าวเพื่อประเทศชาติก็เต็มใจที่จะทำและเมื่อมีการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. จึงเห็นว่าเป็นโอกาสอีกครั้งที่จะทำงานให้ประเทศได้ จึงลาออกจาก สนช.และตำแหน่งอื่นๆ

โดยถูกตรวจสอบมากกว่าใครเพื่อนและทุกอย่างก็จบไปแล้ว และได้พูดมาหลายครั้งการสนิทสนม จนเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักกันบ้าง แต่การปฏิบัติต่างหากจะทำอย่างไรให้ถูกต้อง ตนถูกสอดส่องจากทั้งสื่อมวลชนและส่วนอื่นๆ มากมาย ถ้าทำไม่ดีก็จะถูกดำเนินคดีมีโทษเป็นสองเท่า จึงไม่เอาเกียรติประวัติการเป็นข้าราชการที่ผ่านมามาทำอะไรไม่ถูกต้องแน่ ยืนยันยิ่งถูกเฝ้ามอง ยิ่งมุ่งมั่น ส่วนที่มีข้อครหาว่าในคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอดีตตำรวจสองคนนั้นจะมีการนำวัฒนธรรมขององค์กรตำรวจมาใช้ที่ป.ป.ช.หรือไม่ว่า วัฒนธรรมเป็นสิ่งดีงามและมันเสียหายอะไร