ผอ.สำนักงบฯเผยงบปี60 ภาคปชช.และองค์กรเกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตสามารถที่จะใช้ประกอบการพิจารณาการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ ถึงภาพรวมในการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2560 ตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้นโยบายในการจัดทำให้รัดกุม ป้องกันการทุจริตและโปร่งใสตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นกว่าการจัดทำงบประมาณมากกว่าปีที่ผ่านๆมา
มีมาตรการอะไรที่ต่างจากการจัดทำงบประมาณปีที่ผ่านๆมาในการป้องกันทุจริต?
ในปี 60 ท่านนายกรัฐมนตรีให้นโยบายในการจัดทำงบประมาณโดยใช้แผนบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์จำนวน 25 แผนงาน เป็นเรื่องที่ให้มีเจ้าภาพหลักในแต่ละแผนงานมานั่งประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนงาน เป้าหมายตัวชี้วัดของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการให้บริการของแผนงานยุทธศาสตร์ในภาพรวม เพื่อให้มีการวางแผนที่ไม่ซ้ำซ้อนกัน และให้มีการวางแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกันว่าหน่วยไหนทำก่อน ทำทีหลัง ยังไง และเป็นจำนวนเงินเท่าไร แล้วก็มีมาตรฐานราคาต่อหน่วยที่เป็นมาตรฐานราคาเดียวกัน เพราะฉะนั้นความซ้ำซ้อน ความคุ้มค่า และความประหยัดก็จะเกิดขึ้นในการจัดทำงบมากกว่าปีก่อนๆ
นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่าการทำงบประมาณปี 60 ต้องเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 รวมทั้งนโยบายความมั่นคง และนโยบายเร่งด่วนอื่นๆของรัฐบาล สิ่งเหล่านี้คงจะให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจจะต้องเตรียมความพร้อมเรื่องแผนปฏิบัติงาน แผนการใช้จ่ายงบปี 60 และคำของบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาการจัดทำแผนปฏิบัติงานจะทำหลังจากพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาถึงจะทำแผนฯก่อนมาขอเงิน แต่ครั้งนี้จะมีนโยบายให้ส่วนราชการต่างๆทำแผนฯมาประกอบการพิจารณาตั้งงบประมาณด้วย ดังนั้นคงจะต้องดูตามแผนฯที่ส่วนราชการส่งมาว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเริ่มต้นจัดซื้อจัดจ้างได้เมื่อไร แล้วความเป็นไปได้ในการปฏิบัติงานให้สำเร็จมีความเป็นไปได้แค่ไหน อย่างไร มีผลตอบแทนความคุ้มค่าอย่างไร และประชาชนจะได้อะไรจากแผนฯที่ทำมา
สิ่งเหล่านี้จะเป็นรายละเอียดที่ให้ภาคประชาชนและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการต่อต้านการทุจริตสามารถที่จะใช้ประกอบการพิจารณาการติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ใช่ให้หน่วยงานของภาครัฐไปติดตามประเมินผลกันเอง ก็จะทำให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานให้ภาคเอกชน ภาคประชาชและองค์กรติดตามได้ จะสามารถปราบปรามการทุจริตได้ควบคู่กับการตั้งงบประมาณและควบคู่กับหน่วยงานที่กำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐ
นอกจากเรื่องการป้องการทุจริตแล้ว นายกฯยังเน้นเรื่องอะไรอีก?
แผนที่นำมาประกอบคำของบประมาณจะต้องมีแผนฯที่มีความเป็นไปได้ และสามารถทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้ตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 เป็นต้นไป ก็จะทำให้การเบิกจ่ายเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างด้วย ซึ่งท่านนายกฯก็ให้หลักการนี้กับส่วนราชการต่างๆไว้แล้ว และนายกฯยังให้นโยบายอีกว่าการจัดทำงบฯปี 60 มีกรอบจำกัด ที่เพิ่มขึ้นมาแค่ 13,000 กว่าล้านบาท หรือประมาณ 0.5 เปอร์เซ็น ก็อาจจะต้องใช้วิธีที่ว่า ถ้ามีความจำเป็นในแผนงานยุทธศาสตร์ แผนงานบูรณาการ นโยบายเร่งด่วนที่จะต้องทำเพิ่มขึ้น ก็ขอให้ไปปรับลดเนื้องานแผนงานที่เป็นเรื่องพื้นฐานของฟังชั่นต่างๆ ที่มีลำดับความสำคัญต่ำกว่า โดยนำกรอบวงเงินนั้นเมื่อลดลงแล้วก็นำมาเพิ่มให้กับแผนงานยุทธศาสตร์ที่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาล
ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมได้ในช่วงไหนของจัดทำงบประมาณ?
การทำงบประมาณปี 60 จะมีการจัดทำงบแบบ 3 มิติ คือ มิติระดับพื้นที่ มิติระดับฟังก์ชั่นอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการต่างๆ และมิติอาเจนเด้า ก็เป็นเรื่องยุทธศาสตร์และนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ซึ่งการทำงบปี 60 จะบูรณาการทั้ง 3 มิติ ที่จะนำไปบูรณาการในระดับพื้นที่ที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ที่จะมีการจัดทำแผนของจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เป็นช่องทางหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นในขั้นตอนตั้งแต่การเสนอแผนฯก่อนที่จะทำคำขอตั้งงบประมาณ ก็จะมีส่วนร่วมได้ในระดับหนึ่ง
สัญญาคุณธรรมช่วยให้ประหยัดงบประมาณได้จริงหรือไม่?
ตัวสัญญาคุณธรรมจะเป็นสัญญาที่เซ็นควบคู่ไปกับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างว่าให้ผู้รับจ้างมาเซ็นสัญญากับภาครัฐว่าจะมีสัญญาคุณธรรมว่าจะไม่ส่งเสริมให้มีการดำเนินการทุจริตคอรัปชั่น โดยภาคเอกชนจะเซ็นคู่กับภาครัฐ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นแค่นิติสัมพันธ์เท่านั้นเอง และเหมือนเป็นสัญญาว่าจะไม่ส่งเสริมให้เกิดการประพฤติมิชอบ แต่จริงๆขั้นตอนที่ “คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) ได้มีมาตรการออกมานั้นมีตั้งแต่ให้ภาคเอกชนเป็นผู้สังเกตการณ์ในการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดทีโออาร์ก่อนการประกาศจัดซื้อจัดจ้าง หลังจากกำหนดทีโออาร์แล้วก็มีขั้นตอนที่จะให้ภาคเอกชนมาเป็นผู้สังเกตการณ์ในตอนเสนอจัดซื้อจัดจ้าง ประกวดราคา อีบิดดิ้ง หรืออีอ็อกชั่น ก็จะอยู่ในขั้นตอนนี้ตลอด และดูไม่ให้เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ
ในการทำงบฯปี 60 ก็นำโมเดลการมีส่วนร่วมจากสัญญาคุณธรรมมาใช้ด้วย?
ในระดับหนึ่งเฉพาะในงานพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดเท่านั้นก็จะมีภาคเอกชนในการแสดงความคิดเห็น กำหนดแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด อาจจะไม่ใช่งบประมาณทั้งฉบับ ส่วนการมีการรับฟังความเห็นจะทำให้ยุ่งยากในการจัดทำงบมากขึ้นหรือไม่นั้น เรียนว่าอาจจะใช้เวลามากขึ้นนิดหน่อย แต่เป็นการรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของภาคประชาชน
ความเข้มงวดในการของบฯมีมากขึ้น ทำให้หน่วยงานรู้สึกต้องระวังตัวว่าจะขอเงินมากเกินไปเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้ว?
ใช่ครับ และการทำแผนแบบบูรณการจะทำให้มาตรฐานของราคาต่อหน่วยใกล้เคียงกันด้วย ไม่ใช่ว่าหน่วยงานนี้ซื้อแพง หน่วยงานนั้นซื้อได้ราคาถูก เพราะจะซื้อได้ราคาถูกก็ต้องราคาถูกเหมือนกันให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งนี่ก็ปรากฏอยู่ในมาตรฐานราคากลางตามแผนของคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ(คตช.) ด้วยและการทำงบประมาณด้วย ทำให้เกิดความคุ้มค่า ประหยัด โปร่งใสในตัว
นโยบายในการจัดทำงบในส่วนท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร?
ในส่วนของท้องถิ่นอาจจะมีการแบ่งรายได้หรือให้ภาคท้องถิ่นสามารถจัดเก็บรายได้มากขึ้น ซึ่งหลักการของความเป็นอิสระคือท้องถิ่นสมควรจะมีรายได้เป็นของตัวเอง ยิ่งมากเท่าไรก็จะก่อให้เกิดความเป็นอิสระในการบริหารจัดการเรื่องของราชการส่วนท้องถิ่น เพราะถ้าท้องถิ่นยังจะต้องของบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลกลางก็อาจจะไม่เกิดความคล่องในการบริหารงานและอิสระ รัฐบาลคงมีปรัชญาในลักษณะที่ให้เพิ่มการมีรายได้ของท้องถิ่นให้มีจำนวนสูงขึ้นมากกว่าปีก่อนๆนะครับ
จะเพิ่มประมาณเท่าไร?
ตอนนี้ยังไม่ค่อยชัดเจน เดี๋ยวต้องดูอีกนิดนึง แต่เพิ่มแน่นอน





