วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญกันไปเรียบร้อยแล้ว ว่าน่าจะเป็นวันที่ 31 ก.ค. นี้
กำหนดวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญกันไปเรียบร้อยแล้ว ว่าน่าจะเป็นวันที่ 31 ก.ค. นี้ หลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง ( กกต. ) ได้หารือร่วมกับตัวแทนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านการลงประชามติ ต้องรอลุ้นกันต่อไป
แต่มีประเด็นที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นภายหลังจาก"สมชัย ศรีสุทธิยากร" กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านการบริหารงานการเลือกตั้ง ออกมาเปิดเผยหลังได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ที่ประชุมได้เห็นด้วยกับการที่ทาง กกต. เสนอว่า ที่รัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) กำหนดว่า ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้กับทุกครัวเรือนของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงให้ได้อย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดซึ่งต้องจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญ 16.7 ล้านเล่ม ถึงจะลงประชามติได้นั้น กกต.ได้ขอเปลี่ยนแปลงหลักการนี้ โดยไม่ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนผู้มีสิทธิ์ออกเสียง ซึ่งทำให้จัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแค่ 1 ล้านเล่ม ทำให้ประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญได้ถึงจำนวน 600ล้านบาท จากเดิมที่ต้องใช้จำนวน 800 ล้านบาท เหลือเพียง จำนวน 200 ล้านบาท
"กกต.ต้องไปคิดเอาเองว่าจะทำอย่างไรที่จะส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง เช่น ส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงเรียน ร้านค้า และอื่นๆเท่าที่จำเป็น"
ฟังอาจารย์สมชัย อธิบายแล้ว ก็ดูมีเหตุผลเหมือนกัน ที่เห็นชัดๆ ก็คือ เรื่องงบประมาณแผ่นดินที่ประหยัดไปได้ถึง 600 ล้านบาท
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือ ทำให้การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้แน่ๆ เพราะเดิมการลงประชามติจะเกิดขึ้นได้ กกต. ต้องส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนผู้มีสิทธิี์ออกเสียงเสียก่อน จึงจะกำหนดวันลงประชามติกันได้ แต่หากส่งร่างรัฐธรรมนูญไม่ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนผู้มีสิทธิออกเสียง การลงประชามติก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่เมื่อยกเลิกเรื่อง 80 เปอร์เซ็นต์ และเปลี่ยนใหม่เป็นว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีส่งร่างรัฐธรรมนูญถึง กกต. ให้จัดให้มีการลงประชามติภายใน 120 วัน จึงเป็นที่มาของการกำหนดวันลงประชามติในวันที่ 31 ก.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม ก็มีคนแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ว่า การที่ กกต.ยกเลิกกฎเรื่อง 80 เปอร์เซ็นต์ไป โดยลดจำนวนจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญจาก 16.7 ล้านเล่ม เหลือเพียง 1 ล้านเล่ม จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญ ไปถึงมือผู้มีสิทธิออกเสียงได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึงหรือไม่ เพราะลำพังการส่งร่างรัฐธรรมนูญ ไปยังสถานที่ราชการ ผู้นำชุมชน ร้านค้า ชาวบ้านจะมีโอกาสได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน
อย่างเช่น เวลาประชาชนไปติดต่อสถานที่ราชการ หรือ โรงเรียน ก็ต้องมีธุระของตนเองอยู่แล้ว จะมีเวลาที่ไหนไปนั่งอ่านร่างรัฐธรรมนูญ อีกทั้งเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เวลาในการอ่านจึงจะเข้าใจ
เราอาจจะเห็นภาพร่างรัฐธรรมนูญไปกองอยู่ตามสถานที่ต่างๆ อย่างไร้ค่า หรือว่า กกต. อาจคิดว่า คนไทยไม่ชอบการอ่านหนังสืออยู่แล้ว ดังนั้นถึงแม้จะส่งร่างรัฐธรรมนูญไปถึงบ้าน แต่จะมีชาวบ้านสักกี่คนที่จะมานั่งอ่านเนื้อหาทำความเข้าใจ สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ จึงทำเป็นแค่“พิธีกรรมแก้บน” ไปอย่างนั้นเอง ในเรื่องการส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังประชาชนก่อนลงประชามติ





