สปท.รุมยำปมปัญหาร่างรธน. ซัดเปิดช่องกรธ.ลงการเมืองได้หากพ้น 2 ปี แต่สมาชิกพรรคต้องพ้นสมาชิก 10 ปี อัดตีกรอบให้ฝ่ายการเมืองเดินตาม
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภา ได้มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) มีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่ออภิปรายแสดงข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ มีตัวแทนคณะกรรมการร่างรัฐ ธรรมนูญ(กรธ.)เข้ารับฟังคือ นายเธียรชัย ณ นคร นางกีรณา สุมาวงศ์ และนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองอภิปรายเป็นคณะแรก ส่วนใหญ่แสดงความเห็นท้วงติงเรื่องการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือระบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่เป็นห่วงจะทำให้มีการทุจริตเลือกตั้งมากขึ้น และคะแนนที่ออกมาไม่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน เรื่องการเลือกตั้งส.ว.ทางอ้อม จาก 20 กลุ่มอาชีพ ที่จะเกิดปัญหาการบล็อกโหวจึงควรใช้วิธีการสรรหาทั้งหมด เรื่องการให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญมากเกินไป และเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยาก จนอาจเกิดวิกฤตในอนาคต
นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานสปท.การเมือง อภิปรายว่า มีหลายเรื่องในร่างรัฐธรรมนูญที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า สิ่งที่กรธ.เสนอมาจะแก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ ทั้งที่มาของส.ส. กำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว ทำให้พรรคที่ส่งส.ส.เขตไม่ครบทุกพื้นที่จะได้คะแนนส.ส.บัญชีรายชื่อยาก ส่วนการเลือกตั้งส.ว.ทางอ้อม จาก 20 กลุ่มอาชีพ จะเกิดการบล็อกโหวตได้ง่าย ถ้าอยากได้ส.ว.ที่มีประโยชน์ต่อประเทศ ควรมาจากการสรรหาทั้งหมด อย่างไรก็ตามการที่กรธ.ต้องการให้ส.ว.ปลอดจากการเมือง โดยกำหนดให้คุณสมบัติผู้สมัครต้องพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 10 ปี
แต่กลับระบุให้กรธ.ที่จะไปดำรงตำแหน่งต่างๆต้องพ้นจากตำแหน่งกรธ.อย่างน้อย 2 ปีนั้น มีความสมดุลกันหรือไม่ ควรกำหนดเวลาให้ใกล้เคียง หรือมีมาตรฐานเดียวกัน การไปตัดสิทธิมากเกินไป ทำให้รัฐธรรมนูญขาดความน่าเชื่อถือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขได้ยากมาก ถ้าผ่านไปจะแก้ไม่ได้ ประเทศจะเกิดวิกฤต ถูกฉีกรัฐธรรมนูญอีก ส่วนตัวอยากเสนอว่าการเลือกตั้งส.ส.วาระแรก ควรมีวาระแค่ 2 ปีเท่านั้น พอครบ 2 ปี ก็มาเลือกกันอีกครั้ง เพื่อดูว่าวิธีแก้ปัญหาการทุจริตเลือกตั้งที่วางไว้ใช้ได้ผลหรือไม่
นายคำนูณ สิทธิสมาน สปท.กล่าวว่า ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวจะตัดเส้นทางพรรคเล็กและพรรคทางเลือกใหม่ อีกทั้งการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯล่วงหน้า 3 คน เป็นจุดอ่อน หากเกิดกรณีที่บริหารประเทศไป 1 ปี แล้วต้องเปลี่ยนตัวนายกฯเช่น ตาย ลาออก กระบวนการเลือกนายกฯใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญระบุว่า ให้นำกระบวนการเดิมมาใช้คือ ต้องเอารายชื่อนายกฯจากที่พรรคการเมืองเสนอไว้ในตอนแรกมาเป็นอีก ทั้งที่สถานการณ์ช่วงนั้นอาจเปลี่ยนไปแล้ว ทำไมจึงต้องผูกพันเอาราย ชื่อเดิมที่ถูกเสนอไว้มาเป็นอีก มองไม่เห็นว่า การเลือกนายกฯระบบนี้ มีความเหมาะสมแค่ไหน นอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญของกรธ.ไม่ได้กำหนดว่า หลังเปิดประชุมสภานัดแรกแล้ว จะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีภายในกี่วัน
ต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ให้เปิดประชุมสภาฯเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีภาย ใน 30 วัน นับจากวันเปิดประชุมสภาฯนัดแรก จึงอยากทราบว่า เหตุใดกรธ.ไม่กำหนดเวลาเลือกตัวนายกฯให้ชัดเจน ภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สิ่งที่นักการเมืองต้องเจอหลังการเลือกตั้งมี 2 เรื่องคือ 1.การ เขียนนโยบายรัฐบาลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในรัฐธรรมนูญ 2.นักการเมืองต้องอยู่ภายใต้กรอบมาตรฐานทางจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนขึ้นมา ทั้งสองเรื่องถูกเขียนไว้ล่วงหน้า ก่อนที่นักการเมืองจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง สังคมจะอยู่ได้ ต้องอยู่ในกรอบที่ยอมรับกันได้ ไม่ใช่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชนแล้ว แต่ต้องมาอยู่ในกรอบที่วางไว้ล่วงหน้า
นายสมพงษ์ สระกวี สปท.การเมือง กล่าวว่า ใครได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว บอกได้คำเดียวว่า หนาว เพราะมีอำนาจใหม่มาอยู่ในมือศาลรัฐธรรมนูญใช้แทนปวงชนชาวไทยอย่างน่าเกรงขาม ไม่เคยเห็นมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใด เพราะให้อำนาจพิจารณาเรื่องการหมดสมาชิกภาพของส.ส. ส.ว. และครม. โดยเฉพาะการพิจารณาใช้งบประมาณรายจ่าย ที่ระบุว่า ส.ส. ส.ว. และครม.จะมีส่วนร่วมในการใช้งบประมาณทั้งทางตรง และทางอ้อมไม่ได้ หากใครตกเบ็ดเอางบมาใช้ หรือเอางบไปลงพื้นที่ตัวเอง สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเรื่องการหมดสมาชิกภาพได้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 7 วัน ไม่รู้ว่า ต้องสืบพยาน หรือหาหลักฐานอะไรหรือไม่ ถือว่าน่ากลัวมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาให้ส.ส. ส.ว. และครม.พ้นจากตำแหน่งได้ภายใน 7 วัน การจัดทำงบประมาณ เอกสารนับหมื่นหน้า ต้องระวังมาก ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะได้ การคิดพิสดารแบบนี้ ทำให้ไม่ไปไหน
นายนิกร จำนง กล่าวว่า ร่างฉบับนี้ไม่ได้ดีที่สุด และยังแก้ไขไม่ได้ เปรียบเหมือนค่ายกลเจ็ดดาว ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้ วาระแรก ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของส.ส. และ ส.ว.ต้องมากกว่า 1 ใน 3 หรือ 66 คน วาระสุดท้าย ก็กำหนดให้ต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง และพรรคใดมีเสียงมากกว่า 10 คน ต้องได้รับความเห็นชอบ 10 เปอร์เซ็นต์ และ ส.ว.ต้องมีเสียงมากกว่า 1 ใน 3 อีก
กลายเป็นเสียงส่วนน้อยล็อคเสียงส่วนใหญ่ สุดท้ายรัฐธรรมนูญก็แก้ไขไม่ได้ ทั้งยังต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หากมีการแก้ไขเนื้อหาเกี่ยวกับองค์กรอิสระต้องไปลงประชามติอีก และก่อนทูลเกล้าก็ให้อำนาจ ส.ส.และส.ว.จำนวนหนึ่งเข้าชื่อร้องต่อศาลให้ตรวจสอบได้อีก ตนเห็นด้วยว่า กฎหมายแม่ต้องแก้ยาก แต่ไม่ใช่แก้ไม่ได้เลย หากคนเขียนหลุดเข้าไปในค่ายกลนี้เอง ก็เชื่อว่าออกไม่ได้ อยากให้ กรธ. ปรับแก้ มิเช่นนั้นจะมีปัญหากันทั้งยุทธจักร


