นายกฯยันรัฐบาลเร่งปฏิรูป-แก้ปัญหาเร่งด่วนอีก 1 ปี 6 เดือน ก่อนส่งต่อรัฐบาลใหม่ ติงคนต้านทำประเทศติดกับดัก
พ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต้องการสื่อสารไปถึงข้าราชการและประชาชน คือรัฐบาลต้องการทำให้เกิดความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีความเข้มแข็งในตนเอง แม้มีอำนาจแต่ไม่ต้องการทำให้มีความขัดแย้ง รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาเร่งด่วนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย การจัดที่ดิน รวมถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งด้านสาธารณสุข และการศึกษา
ส่วนการปฏิรูปอยากให้มองภาพใหญ่ 11 ด้าน และ 37 กิจกรรม รวมถึงแผนปฏิรูปที่สภาขัดเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) กำลังทำอยู่ ต้องบูรณาการทุกส่วนงาน ไม่เช่นนั้นปัญหาจะแก้ไม่ได้ และการปฏิรูปจะเดินต่อไม่ได้ อีกทั้งรัฐบาลจะเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเริ่มจากนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และ คสช. ซึ่งเรื่องเร่งด่วน จะดำเนินการภายใน 1 ปี 6 เดือนจากนี้ และส่งแผนยุทธศาสตร์ชาติให้รัฐบาลหน้าไปพิจารณาดำเนินการต่อ
สำหรับการสร้างความรับรู้ สื่อต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลกำลังทำอะไร แก้ปัญหาอะไร ปัญหาเกิดเมื่อไหร่ เราเข้ามาเพื่อทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ซึ่งจะทำตามความรู้สึกไม่ได้ ต้องรับฟังเสียงจากทุกฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อยุติ การกล่าวอ้างเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน อยากให้สื่อและสังคม ย้อนกลับไปดูว่าเป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่
รัฐบาลและคสช. รู้สถานะตนเองดี ไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่ไม่ใช่ติทุกเรื่องจนทำอะไรไม่ได้ มีความพยายามขยายความขัดแย้ง จากผู้มีส่วนร่วม ทำให้ประเทศติดกับดัก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเมืองที่ทำให้ คสช.เข้ามา คนกลุ่มนี้วิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่ไม่เคยทำ ว่ารัฐบาลไม่สุจริต ส่งเรื่องความขัดแย้งไปต่างประเทศ อ้างความชอบทำ ซึ่งต้องสร้างความรับรู้ว่าเขาเหล่านั้นทำอะไรผิดถูกบ้าง สื่อต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่ายอย่างมีจรรยาบรรณ
“นิวัติ”เชื่อเวทีสนช.ไม่ซักค้านร่างรธน.
ขณะที่ พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ในฐานะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะและรวบรวมความคิดเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) กล่าวถึงกรณีที่ กรธ.เตรียมนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุมร่วม สนช. และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ช่วงต้นเดือนก.พ. ว่า การนัดประชุมดังกล่าวเป็นไปตามที่นัดหมายไว้กับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเปิดเวทีให้กรธ. ได้อธิบาย และชี้แจงรายละเอียดที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้สมาชิกได้เข้าใจเนื้อหาหลังจากที่ทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นทั้งฉบับแล้ว
ส่วนตัวเชื่อว่าการพิจารณาจะไม่เครียด และเชื่อว่าจะไม่มีบรรยากาศที่สมาชิกอภิปรายซักค้าน กรธ. เพราะการประชุมร่วมดังกล่าวไม่ใช่เพื่อพิจารณารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเวทีอธิบาย ส่วนใครจะมีความเห็นอย่างไร กรธ.ต้องรับฟัง
ทั้งนี้การทำงานของกรธ. ที่ผ่านมาถือว่าได้เป็นไปตามกรอบที่กำหนดไว้ และมีเนื้อหาที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กำหนด รวมถึงยึดสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนส่วนรวมเป็นหลักสำคัญ อย่างไรก็ตามยอมรับว่าเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้คล้อยตามข้อเสนอของสนช. แต่ทั้งความเห็นของสนช. และจุดมุ่งหมายของกรธ. อยู่ในหลักการเดียวคือ ต้องการแก้ปัญหาให้กับประเทศ และอยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้า ดังนั้นแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่เป็นไปตามความเห็นของสนช. เชื่อว่าจะไม่ใช่ประเด็นที่ยกมาหักหาญในเรื่องความคิดระหว่างกัน
วิปสปท.เล็งส่งตัวแทนพบ“มีชัย”
นายคำนูณ สิทธิสมาน เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(วิป สปท.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 25 ม.ค. เวลา 11.30 น. ตนจะเข้าพบกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เพื่อหารือต่อประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการรับฟังความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่ กรธ. เตรียมเผยแพร่ต่อสาธารณะเพื่อรับฟังความคิดเห็น ในวันที่ 29 ม.ค.นี้
มีประเด็นหารือสำคัญ คือ ความเป็นไปได้ที่กรธ.จะเข้ารับฟังการประชุมของสปท. ที่จะอภิปรายเพื่อเสนอความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญและความชัดเจนต่อการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญของกรธ. เพื่อกำหนดกระบวนการผลิตและแจกให้กับสมาชิกสปท.ทั้ง 200 คน เบื้องต้นหากได้รัฐธรรมนูญวันที่ 29 ม.ค.อาจต้องใช้กระบวนการผลิตและแจกจ่ายให้สมาชิกประมาณวันที่ 1-2 ก.พ.เพื่อให้ศึกษาก่อนที่จะเปิดอภิปราย และเสนอความเห็นคืนให้กรธ.ในวันที่ 15 ก.พ.ก่อนที่กรธ.จะนำไปพิจารณาปรับปรุงต่อไป
"การให้ความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ อาจเป็นไปได้ที่ต้องแสดงความเห็นต่อเรื่องการปฏิรูป รวมถึงกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่างๆ ให้สมบูรณ์ต่อไปตามที่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 35(10) กำหนดไว้ เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในช่วงวันที่ 8-9 ก.พ. นี้"
“อภิสทธิ์”ขอโทษคนกรุงตรวจสอบกทม.ไม่ได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแถลงการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ กรณีแนวทางการบริหารงานแตกต่างกันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร ว่า มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ขอรับผิดชอบใดๆ กับการบริหารงานของ กทม. ซึ่งตนต้องขอโทษชาวกรุงเทพฯ เพราะถือเป็นความรับผิดชอบของพรรค ที่ต้องรับผิดชอบการทำงานของ กทม. ในฐานะต้นสังกัด เพราะนโยบายพรรคชัดเจนต้องมีส่วนร่วมกับการทำงานของ กทม. แต่ที่ผ่านมาพรรคพยายามที่จะใช้กลไกข้อบังคับพรรคในการตรวจสอบ ภายใต้ข้อกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส แต่เราไม่สามารถทำได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนทีมผู้บริหาร กทม. ยืนยันยังเป็นสมาชิกพรรค และพร้อมทำตามนโยบายพรรค ส่วนจะต้องลาออกหรือไม่นั้น ตนไม่ขอก้าวล่วง เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าถูกกดดันมากที่พรรคไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของ กทม.ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุแบบนี้ ซึ่งตนได้พูดคุยกับสมาชิกพรรคอยู่เสมอว่าไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรก็เจ็บ และคิดเสมอว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประชาชนที่ต้องทราบความจริง เมื่อพรรคไม่สามารถทำตามจุดยืนของพรรคได้ ส่วนกทม.ต้องทำหน้าที่ต่อไป หากจะกระตุ้นให้การทำงานดีขึ้น ก็ถือเป็นประโยชน์ ความรับผิดชอบก็อยู่ที่ผู้บริหาร กทม.
สอบเพิ่ม“ท้องถิ่น”ทุจริตสอบแข่งขัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) จ.มหาสารคาม กับพวก จำนวน 32 ราย กรณีจัดสอบแข่งขันบรรจุพนักงานส่วนตำบลของอบต.พื้นที่ระหว่างปี 2556-2557 พบมีการเปลี่ยนคะแนนผู้สอบได้ และมีการปลอมแปลงลายเซ็นมหาวิทยาลัยที่เป็นหน่วยงานกลางในการจัดสอบ จนถูกคำสั่งมาตรา 44 ให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมถูกตรวจสอบพร้อมกับข้าราชการในบัญชีรายชื่อล็อตที่ 3
ล่าสุด นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ได้ขยายผลการไต่สวนไปอีกหลายจังหวัด เนื่องจากเข้าข่ายมีพฤติการณ์เดียวกันกับจ.มหาสารคาม พบข้อมูลบางอย่างที่มีความเชื่อมโยงกัน ส่วนจะเป็นพื้นที่ใดบ้าง ยังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติม
"คาดว่าเร็วๆ นี้ จะสามารถดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย เพราะ อบต.เป็นฝ่ายของบประมาณมาบริหารจัดการเอง ผู้เกี่ยวข้องจึงมีแค่ระดับนายกอบต.และข้าราชการท้องถิ่นในพื้นที่"





