"ชวลิต" วอนขอความเป็นธรรมให้ "ยิ่งลักษณ์" ในคดีจำนำข้าว ถูกรัฐบาลชี้นำกระบวนการยุติธรรมตลอด
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ยกคำพูดของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีที่ชี้แจงในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับนโยบายรับซื้อยางพาราแตกต่างจากนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใน 3 เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวนั้น ว่า ส่วนตัวได้ตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงดังกล่าว 2 ประการ ดังนี้
1. การกล่าวว่ามีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว น่าจะเป็นการชี้นำและก้าวล่วงไปในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย เป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันคดีโครงการรับจำนำข้าว อยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลเพิ่งไต่สวนพยานโจทก์ไปได้เพียง 2 ปาก ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งใดๆ ว่าจำเลยได้ทุจริตหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตตามข้อกล่าวหาแต่ประการใด ทั้งนี้ โดยหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อศาลยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง ให้ถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์
"การที่โฆษกรัฐบาลนำคำพูดของรองนายกฯ ซึ่งกล่าวชี้แจงในที่ประชุม ครม.มาเผยแพร่ดังกล่าว บุคคลทั้งสองเป็นบุคคลสำคัญในรัฐบาล และเป็นรัฐบาลที่มาโดยอำนาจพิเศษ ย่อมส่งผลกระทบในทางลบต่อการพิจารณาคดีในศาล นับได้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง ประการสำคัญพรรคเพื่อไทยได้ขอร้องมาเป็นระยะ ๆ แล้ว ให้ระมัดระวังการให้ความเห็นที่อาจเป็นการก้าวล่วงหรือชี้นำไปยังกระบวนการยุติธรรม มาหลายครั้งแล้ว ก็คงต้องให้วิญญูชนเป็นผู้พิจารณาว่า การให้ความเห็นดังกล่าวต่อสาธารณะเหมาะสมหรือไม่ ก้าวล่วงหรือชี้นำกระบวนการยุติธรรมหรือไม่
2. ครม.มีมติเมื่อ 19 ม.ค.59อนุมัติให้ใช้งบประมาณแผ่นดินรับซื้อยางจากเกษตรกรชาวสวนยาง กก.ละ 45 บาท ซึ่งเป็นราคานำตลาด เห็นได้ชัดเจนว่า ใช้หลักการเดียวกันกับ โครงการรับจำนำข้าว ที่ใช้งบประมาณแผ่นดินแทรกแซงกลไกตลาด รับจำนำข้าวจากเกษตรกรในราคานำตลาด โดยทั้งสองรัฐบาลมีวัตถุประสงค์เดียวกันเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ผลผลิตราคาตกต่ำ ซึ่งทั่วโลกก็มีนโยบาย มีมาตรการในการอุดหนุนเกษตรกรของประเทศตนเองกันทั้งนั้น นี่คือ หลักการสำคัญที่เหมือนกัน ส่วนรายละเอียด วิธีการ แตกต่างกันถือเป็นเรื่องธรรมดา และปลีกย่อยไม่ถือว่าแตกต่างในหลักการ ดังนั้น เมื่อใช้วิธีการช่วยเหลือเกษตรกรในหลักการเดียวกัน ก็ควรเข้าใจหัวอกผู้ที่อาสาเข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในนโยบายสาธารณะที่ได้แถลงต่อรัฐสภาส่วนจะมีการทุจริตในขั้นตอนไหน หรือไม่ อย่างไร ขอให้เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมที่จะเป็นผู้พิสูจน์


