ผบช.น.แถลงจับผู้ต้องหาคดียิงเพื่อนบ้านดับ 3 ศพ เข้ามอบตัว พร้อมคุมตัวทำแผนประกอบคำรับสารภาพ
ที่ห้องศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 (ศปก.บก.น.4) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.สุวิชชา จินดาคำ ผกก.สน.บางชัน พ.ต.อ.อิสระ ณ พัทลุง พงส.ผทค. พ.ต.ท.อภิชาติ อุตรมาตย์ รอง ผกก.สส. แถลงการเข้ามอบตัวของ นายทศพร พิทักษ์วัฒนานนท์ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 339 ถนนสวนสยาม แขวงและเขตคันนายาว กรุงเทพฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรีที่ 46/2559 ลงวันที่ 19 ม.ค.2559 คดียิง นางศิริลักษณ์ หรือ เจ๊หมวย แซ่ฮ้อ อายุ 46 ปี นายมูเลาะห์ หรือ บังดำ บินอุหมัด อายุ48 ปี และ นายพาด ชาวกัมพูชา เพื่อนบ้านได้รับบาดเจ็บ บริเวณร้านริดบาร์เบอร์ เลขที่ 40 ซ.สวนสยาม 15 ถ.สวนสยาม แขวงและเขตคันนายาว กทม. ก่อนทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตที่ รพ.เสรีรักษ์ทั้ง 3 ราย เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 18 ม.ค.ที่ผ่านมา
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วันที่ 19 มกราคม นายทศพร พิทักษ์วัฒนานนท์ อายุ 34 ปี ได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ทางตำรวจนครบาล 4 โดยพล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปรับตัว สาเหตุที่ก่อเหตุในครั้งนี้ผู้ต้องหาให้การในเบื้องต้นว่ามีเรื่องบาดหมางกับผู้ตายมาโดยตลอดมีบ้านอยู่ใกล้กันเรื่องการจอดรถขวางทาง และมีการเฉี่ยวชนกันบ่อยครั้งและไปเจรจาหลายครั้งก็ไม่ได้ผล ในวันเกิดเหตุก็มีสถานการณ์เดียวกัน ก็เกิดบันดาลโทสะใช้อาวุธปืนที่ซื้อมาอย่างถูกต้องยิงทีละคน
โดยรับสารภาพว่า เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียชีวิตทั้งสามคนจริง โดยพฤติการณ์ เมื่อวันที่ 18 ม.ค. เวลา 18.50 น. ผู้ต้องหาและภรรยา ซึ่งพักอยู่ใกล้กับผู้เสียชีวิต ได้ทะเลาะโต้เถียงกับน.ส.สิริลักษณ์ แซ่ฮ้อ และลูกน้องของ น.ส.สิริลักษณ์ บริเวณ หน้าร้านโชคชัยพาณิชย์ ถนนสวนสยาม ซึ่งผู้ต้องหาเข้าใจว่าลูกน้องของ น.ส.สิริลักษณ์ เปิดประตูชนรถยนต์ฟอร์จูเนอร์ของผู้ต้องหาที่จอดบริเวณหน้าบ้านของผู้ต้องหา เป็นเหตุทำให้ ผู้ต้องหา โกรธจึงใช้อาวุธปืนพกสั้นขนาด 9 มม. ที่พกมายิงน.ส.สิริลักษณ์ แซ่ฮ้อ และได้ยิงนายพาด สัญชาติกัมพูชา และได้เดินเข้าไปด้านหน้าร้านตัดผมชื่อ ริดบาเบอร์ ซึ่งอยู่ติดกับร้านโชคชัยพาณิชย์ ก่อนใช้อาวุธปืนยิง นายมูเลาะห์ บินอุหมัด ช่างตัดผม และได้เดินกลับมาจ่อยิง นางสาวสิริลักษณ์ อีก 1 นัด เป็นเหตุทำให้สามคนเสียชีวิต หลังเกิดเหตุ นายทศพร พร้อมภรรยาได้ ขับรถหลบหนี ต่อมาได้ติดต่อขอมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยรับสารภาพว่าเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียชีวิตทั้งสามจริง
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวต่อมา ส่วนจะดำเนินคดีกับภรรยาผู้ต้องหาหรือไม่ต้องสอบสวนให้ชัดเจนก่อน การจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้น ส่วนตัวก็เห็นว่ามามอบตัวและท่าทีไม่ใช่คนโหดร้ายอะไร แต่ทั้งหมดต้องพิจารณาอีกครั้งยังตอบไม่ได้ สำหรับมือปืนจบการศึกษาคณะเภสัชกรจากมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งมา ต่อมาก็ได้รับมรดกเป็นที่ดินอาคารมูลค่ากว่า 6 ล้านซึ่งเรื่องนี้หากทุกคนมีการยับยั้งช่างใจเหตุร้ายก็คงไม่เกิด
ด้านนายทศพร กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนระงับอารมณ์ไม่ได้ รู้สึกผิดเสียใจมากเนื่องจากเกิดอารมณ์ชั่ววูบ หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ทำ ในวันนั้นเกิดบันดาลโทษะ เพราะก่อนหน้านี้ตลอดเวลา 2 ปี เคยมีเรื่องทะเลาะเกี่ยวกับการจอดรถ ครั้งนี้ก็มีการทะเลาะเรื่องที่จอดรถ อีก จึงพาแฟนออกไปตกลงกับเจ๊ แต่เจ๊ใช้ถ้อยคำรุนแรง ก่อนที่แฟนจะบอกว่าให้กลับเข้าบ้าน ตนกำลังจะกลับมาแต่ทางเจ๊ใช้ขวดเอ็มร้อยขว้างใส่แฟน ก็เลยระงับอารมรณ์ไม่อยู่ จากนั้นจึงใช้อาวุธปืนที่นำติดตัวมา โดยได้ชักปืนออกจากเอวแล้วยิงไปที่ขาเจ๊ ซึ่งต้องการที่จะสั่งสอนแต่ไม่ได้ต้องการยิงให้ตาย แค่จะยิงขาซึ่งตอนนั้นหลังจากกระสุนนัดแรกก็ควบคุมอะไรไม่ได้แล้ว แต่ที่ยิงทุกคนยิงตนไม่ใช่ต้องการยิงให้ตาย อยากจะขอโทษกับญาติคนตาย ก่อนที่นายทศพรจะยกมือขึ้นไหว้เป็นการขอโทษ
ต่อมาเวลาประมาณ 12.00 น.ได้นำตัวผู้ต้องหาใส่ชุดเกราะอ่อนไปทำแผนโดยบรรยากาศมีญาติและไทยมุงจำนวนหนึ่งมายืนดูการทำแผน ซึ่งใช้ทั้งตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 30 นายคอยป้องกันเหตุ ใช้เวลาทำแผนจุดแรกคุมตัวไปชี้จุดจอดรถหน้าร้านที่เป็นชนวนเหตุว่ามีการเฉี่ยวท้ายรถเป็นรอย และชี้จุดยิงโดยแสดงท่ายิงหน้าร้านของชำและท่ายิงไปในร้านตัดผมการทำแผนต้องเร่งรีบใช้เวลาประมาณ 10 นาที เพราะญาติที่รู้ข่าวและได้เดินทางมาดูหน้าผู้ก่อเหตุเริ่มมีท่าทีไม่พอใจ ขณะที่จะนำคนร้ายกลับขึ้นรถคุมตัวกลับ สน.บางชัน ญาติผู้เสียชีวิตก็ปลี่เข้าจะชกคนร้ายจนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบกันตัวออก
ด้านนางลองสีเปา อายุ 48 ปี มารดาของนายพาด กล่าวว่า ดีใจที่ตำรวจทำงานเร็วขนาดนี้จะได้เคาะโลงบอกกับผู้เสียชีวิต ถึงเแม้เราจะเป็นแค่แรงงานต่างด้าวทำงานวันละ 300 บาท เขาก็นำเงินมาให้แม่ตลอด ในช่วงเกิดเหตุลูกชายร้องขอชีวิต แต่เขาก็ไม่ยอมเพราะคิดว่าจะอารมณ์เย็นลงแต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น ตนก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรกับเจ๊หมวยมาก่อน ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ขณะที่นายสมัด กล่อมเย็น ซึ่งเป็นเพื่อนของบังดำ เปิดเผยว่า เสียใจ ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงไม่ยอมแจ้งทางญาติให้รู้ เพราะกลัวว่าผู้ต้องหาจะตายหรือ ทันทีที่ทราบข่าวก็รีบมาดูหน้าของผู้ต้องหา เขายิงเพื่อนผม ถามชาวบ้านแถวนี้ดูก็ได้ว่าบังดำนิสัยเป็นยังไง เขาเป็นคนดี แค่อยากจะมาถามทำไมต้องยิงเขา คนไม่ดีตั้งเยอะแยะ ตอนนี้ลูกเมียเขาเดือดร้อนใครจะดูแล
เช่นเดียวกันกับนายนำอนันต์ เลิศพิสุทธิ์พงศ์ อายุ 50 ปี พี่ชายของเจ๊หมวย ที่ได้ตัดพ้อการทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าทำไมถึงไม่ยอมแจ้งให้ทางญาติรับทราบ ตอนนี้ญาติไปรับศพกัน พอตนรู้ก็รีบจะมาดูหน้าของผู้ก่อเหตุ แค่การจอดรถ ทำไมถึงต้องยิงน้องตน รถที่จอดก็ไม่ได้จอดขวางอะไรเขา
